ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งสนใจศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์มากขึ้น

ผมขอสารภาพเรื่องนึง ผมเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แข่งขันการเป็นคนเก่ง โดยเฉพาะการแข่งขันทางด้านวิชาการ และค่านิยมที่ผู้ใหญ่เค้าจะอวยเด็กเรียนเก่ง ผมเชื่อว่า หลาย ๆ คนต้องผ่านยุคที่โรงเรียนเค้าจะเอาหน้านักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยติดตรงป้ายประกาศของโรงเรียน และเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ดูเหมือนสังคมของมหาวิทยาลัยจะกว้าง แต่ถ้าเรียนถูกมหาวิทยาลัย เรียนถูกคณะ มันจะกว้างจริงครับ

และเมื่อเรียนจบ ได้งานทำ ผมก็ดีใจยกใหญ่ แต่พอทำงานไปที่เดิม ๆ กลับพบว่า เริ่มเกิดสภาวะ Burnout Syndrome ขึ้นมาทันที มันเป็นสภาวะที่ไม่ค่อยดีเท่าไร ถ้าเกิดสภาวะนี้ขึ้นมา ทุก ๆ วันมักจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า เราไปทำงานเพื่ออะไร และสุดท้าย ก็ลาออก แล้วหาที่ทำงานที่ใหม่

พอทำงานที่ใหม่ ก็เจอลูปนรกอีกแล้ว คือ Burnout, อยากออกจากงาน, ลาออก แล้วไปทำงานที่ใหม่ ก็เจอปัญหาแบบนี้เช่นเคย ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แบบนี้ ผมรู้สึกว่า มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติแน่นอน

หลังจากที่ออกจากงาน และช่วงที่ออกจากงานรอบล่าสุด (ครั้งที่ 3) ชีวิตของผมในตอนนั้นค่อนข้างย่ำแย่เลยทีเดียว ความคิดที่ว่า เรียนจบแล้วมีงานทำ แล้วเราเป็นพนักงานประจำไปเรื่อย ๆ ผมรู้สึกว่า ชีวิตมันใช่แบบนี้จริง ๆ เหรอ ซึ่งในช่วงนั้น เริ่มเกิดคำถามต่าง ๆ มากมาย ดูเหมือนว่า ความเชื่อเดิม ๆ ที่ผมคิดมาตั้งแต่เด็ก ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ และมองหาอะไรใหม่ ๆ เผื่อชีวิตจะดีขึ้น

และเป็นที่มาว่า ทำไมผมสนใจอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับมนุษย์มากขึ้นครับ

งานวิจัยที่ยาวนานที่สุดในโลก เกี่ยวกับความสุขที่แท้จริงของมนุษย์

งานวิจัยที่นานที่สุดในโลก: Harvard Study of Adult Developmentโดยผู้ริเริ่มโครงการวิจัยได้ติดตามศึกษาชีวิตของผู้ชายวัยรุ่น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก เป็นนักศึกษาชายปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดจำนวน 268 คน ซึ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง

กลุ่มที่สอง เป็นชายวัยรุ่นอายุ 12 – 16 ปี ในตัวเมืองบอสตันจำนวน 456 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เติบโตบนความลำบากและยากจน

ทุกๆ 2 ปี ทีมวิจัยจะให้ทั้ง 724 คนนี้ ทำแบบสอบถามเกี่ยวกับความพอใจในชีวิตพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นความพอใจในชีวิตการแต่งงาน ความพอใจในหน้าที่การงาน หรือความพอใจทางสังคม และหลายครั้งที่ทีมวิจัย ขอไปสัมภาษณ์พวกเขาถึงที่ห้องรับแขกเพื่อถือโอกาสพูดคุยกับภรรยา หรือลูกๆ หลานๆ ของพวกเขาด้วย

นอกจากนี้ทุกๆ 5 ปี จะมีการตรวจสอบสุขภาพพวกเขาทั้งรายงานทางการแพทย์ ผลการตรวจเลือด ผลการตรวจปัสสาวะ หรือแม้แต่ผลการ X-ray หรือ สแกนสมอง โดยตลอดเวลาที่ทำการติดตาม ทีมวิจัยได้เห็นพวกเขาเติบโตไป ประกอบอาชีพต่างๆ บ้างเป็นคนงานในโรงงาน บ้างเป็นทนาย บ้างเป็นช่างปูน บ้างเป็นหมอ และมีคนหนึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ บางคนติดเหล้า บางคนมีอาการทางประสาท จำนวนไม่น้อยที่สร้างเนื้อสร้างตัวจนสามารถไต่ระดับทางสังคมขึ้นมาได้ ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่เลือกทางเดินที่ตรงข้าม

ความมหัศจรรย์ของการวิจัยนี้ คือ “เป็นงานวิจัยที่ยาวมากซึ่งมีไม่บ่อยนัก” ส่วนใหญ่มักจะเลิกไปภายใน 10-20 ปี เพราะผู้ถูกวิจัยไม่ยอมให้วิจัยต่อบ้าง เงินทุนวิจัยหมดบ้าง คนทำวิจัยหันไปทำเรื่องอื่น หรือเสียชีวิตไป แต่ Harvard Study of Adult Development กลับดำเนินมากว่า 75 ปีแล้ว

ผู้ถูกวิจัย 724 คนนั้น เหลือชีวิตรอดแค่ 60 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งผู้เหลือรอดเกือบทั้งหมดอยู่ในวัย 90 ปีขึ้นไป แล้วอะไรบ้างหล่ะ? ที่บรรดานักวิจัยเรียนรู้จากเรื่องราวกว่า 70 ปีของ 700 กว่าชีวิตผ่านทางเอกสาร และข้อมูลเป็นหมื่นๆหน้า

พวกเขาเรียนรู้ว่า… “ความร่ำรวย” “ความโด่งดัง” หรือ “การทำงานอย่างหนักหน่วง” ไม่ใช่คำตอบของ “การมีชีวิตที่ดี” หรือ “สุขภาพที่ดี” เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เป็น “ความสัมพันธ์ที่ดี” ต่างหาก ที่นำมาซึ่ง “การมีชีวิตที่ดี”

“Good relationships keep us happier and healthier.” ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (Key Massage)

จากเว็บไซต์ Wealth Creation International

ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

บางทีต้องขอบคุณความพลิกผันของชีวิต (ที่โคตรขมขื่น) ที่ทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนความคิดต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับเส้นทางชีวิตต่อไปในช่วงปลายอายุ 20 จนตอนนี้อายุ 31 กว่า ๆ แล้ว นับว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ตัวผมเปลี่ยนความคิดได้ทัน ซึ่งตอนนี้อยู่ในจุดที่ดีกว่าเดิมมาก

แต่พอลองย้อนดูอะไรต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว โดยเฉพาะสื่อที่นำเสนอข่าวที่ไม่ถูกใจผมเท่าไร พบว่า ข่าวอาชญากรรม การแสดงออกทางสังคม หรือดราม่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์ ล้วนเกิดมาจาก Mindset ที่ออกแนวเห็นแก่ตัวหนักมากขึ้นจริง ๆ ซึ่งทุกวันนี้ การแข่งขันทางสังคมและทางอื่น ๆ รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และคุณค่าทางสังคมก็เริ่มสูงลื่วทิ่มประตูแบบสุด ๆ โดยเฉพาะถ้าเราติดตามคนบางคนใน Instagram ที่คนติดตามเยอะ ๆ แล้วนำเสนอไลฟ์สไตล์ที่สุดจัดมาก ๆ แล้วถ้าเราไปตามไลฟ์สไตล์ของเค้า จะเกิดปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แน่นอน

และแม้แต่คนที่มีฐานะ ก็มองออกว่า คนนี้แหละ Fake

ซึ่งตัวผมตอนนี้ยอมรับว่ามีเงินระดับนึง ก็พอมองออกว่า คนไหนจริง คนไหน Fake

เบื้องหลังความหน้าตาดี

จากที่ผมอายุมากขึ้น ผมได้เจอคนหน้าตาดีมาเยอะมาก ๆ และมาตรฐานของความหน้าตาดีแต่ละคนก็เปลี่ยนแปลงไป ๆ มา ๆ เรื่อย ๆ คำถามคือ แล้วเรามีสิทธิ์หน้าตาดีได้เหมือนคนอื่นไหม

คำตอบคือ “ได้”

และที่ยิ่งดีกว่านี้ คือกระแสสังคมในปัจจุบันที่เริ่มแอบต่อต้น Beauty Priviledge เบา ๆ ด้วย จากที่ผมสังเกตหลาย ๆ คนที่คนติดตามเยอะ ๆ บางคนก็ไม่ได้หน้าตาดีขนาดนั้น หรือบางคนตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ได้หน้าตาดีเลย แต่พอโตมาหน้าตาดีแบบผิดหูผิดตา จนแอบเสียดายว่า นี่เราพลาดอะไรไปไหม

ซึ่งผมได้พบเจอและพูดคุยกับสาวหน้าตาดีมามากหน้าหลายตา แล้วพบว่า ส่วนใหญ่ สาว ๆ ที่หน้าตาดี จะมีเรื่องของ “การรักตัวเอง” ทั้งนั้น

โดยเมื่อก่อน สาว ๆ ที่หน้าตาดีก่อนหน้านั้นก็หน้าตาไม่ได้สวยอะไรมากมาย แต่พอถึงจุดนึง มีคนมาชวนให้ออกงาน ก็ต้องปรับปรุงรูปร่างตัวเอง ด้วยการลงทุนทำให้ตัวเองสวย ไม่ว่าจะศัลยกรรม หรือออกกำลังกาย จ้างเทรนเนอร์มาฟิตหุ่น หรือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเรื่องของการพัฒนาตัวเองในทุก ๆ วัน ซึ่งพอได้เข้าสังคม ก็ได้เรียนรู้วิธีทำให้ตัวเองดูดีเรื่อย ๆ สุดท้าย ก็กลายเป็นคนหน้าตาดี หรือคนที่น่าติดตามในที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรศึกษาครับ

ในขณะเดียวกัน ผมทดลองอัพรูปตัวเองลง Social Media ซึ่งหลัง ๆ มา ผมถ่ายเอาไว้หลายมุมมาก แล้วลองดู Feedback ของชาวเน็ต พบว่า มีหลาย ๆ คนให้ความสนใจ อาจจะกดไลค์หรือเข้าไป Comment บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว

อีกสิ่งนึงที่ขาดไม่ได้ คือเรื่องของ “ความมั่นใจในตัวเอง”

ผมเคยเห็นภาพของสาวอวบที่ใส่ชุดบิกินี แม้ว่าตามความคิดทั่วไปมองว่า บิกินี่เหมาะสำหรับสาวหุ่นดีเท่านั้น แต่พอสาวอวบคนนี้ใส่ชุดบิกินี่และมั่นใจกับการโพสท่าของตัวเอง กลับพบว่า ดูน่ารัก ดูดีไปอีกแบบ และมียอด Engagement ที่เยอะเลยครับ

ซึ่งความเป็นจริง ถ้าเรามั่นใจตัวเองสักอย่าง มนุษย์จะสัมผัสได้ แล้วคนที่ชอบก็จะมาหาเราเอง

ยังมีอีกเยอะเกี่ยวกับการศึกษาอะไรก็ตามเกี่ยวกับมนุษย์

เพราะจิตใจของมนุษย์ค่อนข้างซับซ้อน บางคนดีกับเรามาก แต่กลายเป็นคนหักหลังไปซะงั้น บางคนไม่ได้นิสัยดี แต่ก็จริงใจ บางคนทนแรงด่าของใครหลาย ๆ คนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก ๆ เพราะตัวผมก็ทำธุรกิจ ได้เจอคนมากกว่ายุคที่ทำงานประจำที่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียว ซึ่งถ้าเรื่องไหนผมอยากแชร์ ผมก็จะเขียนเป็นบทความให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันในตอนต่อไปครับ

Published by Campzzz

บล็อกเกอร์สายอินดี้ ไม่รับสปอนเซอร์ พูดกันตามความจริง ไม่มีการอวย อันไหนดีก็บอกว่าดีและแนะนำ แต่ถ้าอันไหนไม่ดีก็จะแนะนำครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: