หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพ ได้ต่ออายุอีก 10 ปี

ในปัจจุบัน ถ้าพูดถึงหอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพ ก็ต้องนึกถึงหนึ่งในสถานที่แสดงออกทางการเมืองที่ฮิตมาก ซึ่งมีมานานหลายปี ตั้งแต่เขื่อนแม่วงก์ จนถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน และข่าวเรื่องหอศิลป์ฯ กับอนาคตที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อ ก็สร้างความหวั่นใจไม่น้อย

แต่แม้ว่าหอศิลป์แห่งนี้จะเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักในการแสดงออกทางการเมืองก็จริง แต่ถ้าใครเข้าไปชมงานศิลป์ในหอศิลป์จะพบว่า งานแต่ละงานมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่งานวิจิตรศิลป์ที่ใช้เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ไปจนถึงงาน Installation Art ที่เน้นความอลังการ หรือไม่ก็ Mixed Media ที่ไม่สนเรื่องความสวยงาม ความสุนทรีย์ของงานอีกแล้ว แต่ขายเรื่องความแปลก ความอยากจะบอกของศิลปิน

หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพ ถ่ายจากชั้นบนสุด
Processed with VSCO with c6 preset

ความอึมครึมของหอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพที่ไม่รู้ว่าจะไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ ก็นึกคิดมาหลายเดือน เพราะเราได้ข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับอนาคตของหอศิลป์แห่งนี้บ่อยครั้ง ตั้งแต่เรื่องที่ทางกรุงเทพตัดงบ ฯลฯ แต่ตอนนี้ ไม่ต้องห่วงแล้วครับ เพราะดูเหมือน กทม. เล็งเห็นความสำคัญของงานศิลปะ และต้องการให้หอศิลป์ที่อยู่ใจกลางเมืองแห่งนี้มีอนาคตที่ดีต่อไป

แหล่งข่าวที่ว่า หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพ ได้ต่ออายุ

ความหลังของหอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพ

แปลกใจไหม ทำไมหอศิลป์ใจกลางกรุงเทพแห่งนี้เป็นหนึ่งในที่ที่หลาย ๆ คนประทับใจ

เหตุผลง่าย ๆ คือ “มันอยู่มานานจะ 20 ปีแล้ว”

คน Gen Y ที่เติบโตมากับมังงะ หรือสื่อการ์ตูนอนิเมะที่ฉายตามฟรีทีวีตอนเช้า ๆ ก็ต้องไปที่หอศิลป์แห่งนี้ในช่วงวันหยุด หรือบางที ถ้าเรียนพิเศษแถวสยามจบ ก็จะมาพักผ่อน ดูงานศิลปะแห่งนี้กัน ซึ่งแม้ว่างานศิลปะบางงานจะมองไม่ออก มองยาก แต่ที่รู้ ๆ มันก็เป็นแหล่งรวมตัวของคนที่ชอบอะไรแนว ๆ นี้มานานมาก ๆ

หอศิลป์ตรงชั้นบน ๆ

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อนในช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นจะมีงาน Installation Art เป็นม้านั่งใหญ่ ๆ เอียง ๆ ติดอยู่ ตอนนี้หายไปแล้ว ตอนนั้น ผมเจอแฟนคนแรกก็ที่หอศิลป์แห่งนี้ ผมจำได้เลย แฟนคนแรกเค้าถามผมว่า “งานนี้มันบอกถึงอะไรเหรอ” และพอคุยไปคุยมา ก็ถูกใจ เหมือนเอางานศิลปะเป็นสื่อหลักในการเริ่มต้นคำสนทนา เป็นอะไรที่หวานมากในยุคนั้น

ในยุคนี้ ใครเนียนอยากจีบสาว หรือพาแฟนมาเดท หอศิลป์แห่งนี้ต้อนรับแน่นอนครับ นอกจากจะดูงานศิลป์เสร็จแล้ว ก็พาไปคาเฟ่แถว ๆ สยามต่อก็ได้

และจุดศูนย์กลางของความเจริญในยุคนั้นคือ “สยาม” สยามเหมือนเป็นแหล่งรวมเทรนด์ต่าง ๆ แม้แต่มือถือเครื่องใหม่ที่ในตอนนั้น iPhone ยังไม่เข้ามาในประเทศไทยเลย ก็มี Nokia, Sony Ericson รุ่นใหม่ ๆ ที่โฆษณาว่าเล่น FB ได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ ยุคนั้นเน็ตในประเทศไทยยังไม่มี 3G เลยด้วยซ้ำ มีแต่ 2G ที่ความเร็วอืดเอาเรื่อง แต่พอเบื่อกับเทคโนโลยีก็เข้ามาเดินเที่ยวและดูงานศิลปะกัน

ซึ่งจุดขายของหอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพคือ “เข้าฟรี”

ตอนนั้นผมอ้วน ๆ อยู่ การอยู่ในพื้นที่ที่เป็นแอร์เป็นเรื่องสำคัญ หนึ่งในเหตุผลที่เข้าหอศิลป์คือ มันเย็น และแอร์ในหอศิลป์ก็หอมใช้ได้ด้วย แต่การเข้าไปดูงานศิลปะตั้งแต่ชั้น 5-9 เป็นอะไรที่เหนื่อยเอาเรื่อง เพราะเราต้องเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งยุคก่อน เราสามารถลงลิฟต์จากชั้น 9 มาชั้น 5 ได้

แต่ตอนนี้คงไม่ได้แล้ว เพราะเค้าสงวนสิทธิ์ให้คนสูงอายุใช้บริการ เราก็ต้องเดินจากชั้น 9 ลงมาชั้น 5 ซึ่งกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไปเยอะ จากเมื่อก่อนถ่ายรูปไม่ได้ ตอนนี้ถ่ายได้แล้ว แต่เฉพาะนิทรรศการที่ให้ถ่ายรูปได้เท่านั้น

เก้าอี้เอียงในหอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพ

ด้วยความที่หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพเข้าฟรี ทำให้ผมสามารถกำเงิน 250 บาทเพื่อเดินทางเข้าเมืองได้สบาย ๆ เลย โดยหอศิลป์เป็นปลายทางสุดท้ายในการไปเดินเที่ยวแถวสยาม ซึ่งในยุคนั้น รายได้ของผมก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย เลยเป็นเรื่องที่ยาก ที่จะเข้าไปในใจกลางเมืองแบบนั้น

โดยการเดินเล่นที่สยาม ผมหาอะไรกินเฉพาะที่ 7 eleven อย่างเดียว พวกอาหารในสยามพารากอน ผมคงไม่ได้กิน มันแพงเกินไปสำหรับผม (ในยุคนั้น) แม้แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกแพงอยู่เลย คิดแล้วคิดอีกว่าจะกินไหม ถ้าเป็นของใช้ราคาเป็นพัน อันนี้ยังโอเค แต่ถ้ามือละพัน อันนี้ไม่ไหว

ไม่ใช่แค่ที่แสดงงานศิลปะ แต่เป็นชุมชน

ผมสังเกตที่แห่งนี้บ่อยครั้ง ในวันแรกของการเปิดการแสดงงานศิลปะ จะมี Meeting ของกลุ่มศิลปินอยู่ด้วย ซึ่งตรงนี้คือจุดสำคัญ เพราะเราจะได้เจอคนในวงการศิลปะเข้ามาทำความรู้จัก และแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ผมแนะนำว่า วันไหนที่เปิดตัวงานศิลปะนั้น ๆ อยากให้เข้ามาร่วมครับ เพราะเราจะได้เจอเพื่อน ๆ ที่ทำงานศิลปะด้วยกัน และถ้าเป็นไปได้ ก็แลกเบอร์โทร แลกไลน์ แลกเฟสจะดีกว่า

หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพ กับคนรุ่นใหม่

อย่างที่บอกไป หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพส่วนใหญ่เด็ก ๆ ม.ปลายจนถึงวัยมหาวิทยาลัยจะเข้ามาพักผ่อน เข้ามาดูงานศิลปะ ทำให้ภาพจำการดูงานศิลป์ก็ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อน ๆ มากนัก แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ยุคนี้มือถือสามารถถ่ายภาพได้ เลยบางคนเซลฟี่กับภาพวาดบ้าง หรือบางคนอัดคลิปลง Tiktok บ้าง ถ้ายุคผมยังอายุ 20 ต้น ๆ อย่างมากก็ Socialcam และต้องใช้ iPhone ด้วย หรือไม่ก็เช็คอินรัว ๆ ใน Foursquare

ถ่ายจากด้านบนของหอศิลป์

ส่วนการมองงานศิลปะของเด็กรุ่นใหม่ ตรงนี้ผมไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก แต่เท่าที่สังเกตพฤติกรรมของคนในยุคนี้ที่มีต่องานศิลปะ ส่วนใหญ่จะไม่จำกัดเทคนิคเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่จะเน้นเทรนด์ในตอนนั้น โดยเฉพาะภาพวาดแบบ Digital ที่แสดงออกเกี่ยวกับการเมือง

ซึ่งปัจจุบัน ภาพวาดเหล่านั้นมีการเสียดสี บางภาพเหมือนหลุดออกจาก Comic ฝั่งตะวันตก และเมื่อถูกใจก็แชร์ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งตามความจริง คนรุ่นใหม่จะอินกับงานศิลปะ ก็ต่อเมื่อคนรุ่นใหม่เห็นงานนั้นแล้วรู้สึก “เออว่ะ” สวยไม่สวย ไม่รู้ แต่ถ้ามัน “เออว่ะ” ขอแชร์ลง Story หน่อยนะ (เลียนแบบคำพูดใน Twitter)

แต่เอาจริง ๆ มาตรฐานความสวยของงานศิลปะในปัจจุบันมันบอกยาก จะสูงกว่าเดิมก็ไม่สูง จะน้อยกว่าเดิมก็ไม่น้อย บางงานที่เป็นสติ๊กเกอร์ไลน์เหมือนเขียนใน Microsoft Paint คนยังแชร์เยอะเลย มันอยู่ที่สิ่งที่ศิลปินเค้าสื่อ และคนดูเค้า “เออว่ะ” ไปกับมันมากกว่า ซึ่งนี่แหละคือ “ศิลปะในความคิดของคนรุ่นใหม่”

แม้ว่าหอศิลป์ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมีความเป็นสถานที่สาธารณะพอสมควร แต่ก็แอบมีความไม่สาธารณะอยู่บ้าง สังเกตได้ว่า งานที่แสดงออกด้านการเมืองหรือความคิดเห็นอย่างอิสระไม่ได้จัดในที่แห่งนี้ อย่างมากก็เป็น Flash mob ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ค่อนข้างขัดแย้งพอสมควร ส่วนงานที่แสดงออกทางการเมืองหรือความคิดแบบอิสระมักจะจัดในหอศิลป์ที่เล็ก ๆ หรือพวกหอศิลป์ใต้ดินที่ไม่มีใครรู้จัก ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าในไทยที่ทุกวัน อิสระเสรีภาพในการแสดงออกทั้งทางวิชาการหรืองานศิลปะยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่

จริง ๆ ไม่ควรต่ออายุ แต่ควรมีตลอดไป

อาจจะหาคณะกรรมการมาหมุนเวียนทุก ๆ ​4 ปีไปเรื่อย ๆ เพราะในตอนนี้ หอศิลป์ใจกลางกรุงเทพแห่งนี้มีประวัติยาวนานมาก มันไม่ใช่แค่แสดงงานศิลปะอย่างเดียว หลัง ๆ มามีการแสดงออกทางการเมือง และแสดงออกตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไปตามสังคม ซึ่งความเป็น Pop art ในยุคนี้ก็แสดงออกอย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งในหอศิลป์ก็มีมุมถ่ายรูปสวย ๆ ให้เลือกเยอะ

สำหรับคนที่มาเดินเที่ยวที่หอศิลป์มาหลายปีอย่างผม ผมรู้ทุกซอกทุกมุมของหอศิลป์ ซึ่งผ่านมา 10 กว่าปีก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าใครไม่เคยมาที่นี่ เราก็เป็น Guide ให้ได้

ถ้าสวนลุมพีนีคือปอดของคนกรุงเทพ หอศิลป์วัฒนธรรมกรุงเทพคือที่พึ่งทางอิสรภาพในการแสดงออกของคนกรุงเทพ รวมถึง ทุก ๆ คนที่มาที่แห่งนี้ด้วย

เว็บไซต์หอศิลป์ฯ คลิกเลย

Published by Campzzz

บล็อกเกอร์สายอินดี้ ไม่รับสปอนเซอร์ พูดกันตามความจริง ไม่มีการอวย อันไหนดีก็บอกว่าดีและแนะนำ แต่ถ้าอันไหนไม่ดีก็จะแนะนำครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: