สรุป “ทำไมคน Baby Boomer, Gen X, Gen Y” ตาม Gen Z ไม่ทัน

เมื่อวันก่อน หลังจากที่ผมพูดคุยใน Clubhouse (แบบคนเดียว ไม่มีใครฟัง เพราะเปิดห้องแล้วไม่มีใครเข้ามา 55555) ผมลองเข้าห้องบ้างห้องที่ทาง Clubhouse แนะนำ และมีห้องที่พูดถึง Gen ต่าง ๆ ซึ่งผมเองก็สนใจอะไรที่เกี่ยวกับมนุษย์แบบนี้ด้วย เลยลองเข้าไปฟัง

และยิ่งความรู้ระหว่าง Baby Boomer, Gen X, Gen Y, Gen Z ยิ่งต้องเข้าไปเลย เพราะวัยผมเอาจริง ๆ เป็นวัยที่พร้อมมีลูกแล้ว และการเป็น Content Creator กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่ม Gen Y, Gen Z อยู่แล้วด้วย เลยต้องยิ่งฟัง ผมจำไม่ได้แล้วว่ามีใครบ้างที่พูด เพราะผมเอาแต่สนใจ Content ที่ถกเถียงกันมากกว่า ลืมโฟกัสเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง Moderator, Speaker ไป

แต่ถ้าผมจะสรุปคร่าว ๆ มาอ่านกันเลยว่า มีอะไรกันบ้างครับ

เหตุผลหลัก ๆ คือ “ผู้ใหญ่มีคำตอบอยู่ในใจ”

ด้วย Ego และความมั่นใจของผู้ใหญ่ที่คิดว่า “ตนเองอาบน้ำร้อนมาก่อน” ก็จะแสดงความคิดเห็นหรือสร้าง Content ที่พยายามจะกดคนรุ่นใหม่เหมือนกับว่า คนรุ่นใหม่ออกจากจารีตประเพณีเดิม ๆ ที่ควรเป็น ซึ่งในปัจจุบัน เทรนด์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดในทุก ๆ ปี ความนิยมหรือความคิดอะไรต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปทุก ๆ ปี ถ้าเอาแนวความคิดเดิม ๆ มาแนะนำหรือบังคับให้ทำตามจารีตเก่าที่ผู้ใหญ่มองว่า “มันดี” เด็กรุ่นใหม่ก็จะถามว่า “มันดีตรงไหน” “ทำไมต้องทำแบบนี้”

ซึ่งตัวอย่างในปัจจุบันที่เห็นชัดเจน คือ การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ ผมเองและเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่ทั้งดื่มและไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องถามคำถามทำนองว่า “แล้วถ้าเป็นคนไม่นับถือศาสนา ทำไมต้องห้าม และการเอาความเชื่อมาเป็นข้อห้ามแบบนี้ มันสมควรเหรอ” คือเอาง่าย ๆ เด็กรุ่นใหม่ Gen Z เติบโตมากับข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ที่แม่งมีโคตรเยอะ และทุก ๆ ครั้งเด็ก ๆ ก็จะอ่านข้อมูลเหล่านี้จนตกผลึก แล้วตั้งคำถามต่าง ๆ มากมาย ถึงความสงสัยที่เกิดขึ้น และมองดูแล้ว คิดแล้วคิดอีกว่าทำไปเพื่ออะไร

เอาแบบง่าย ๆ ช่วง พรก. ฉุกเฉินเรื่องควบคุม COVID-19 ของรัฐบาลที่ใช้ในช่วงแรก ๆ ของเมื่อปี 2020 ที่ห้ามคนออกจากบ้านช่วง ​4 ทุ่ม ชาวเน็ตก็ตั้งคำถามกันว่า “COVID-19 เลือกระบาดช่วง 4 ทุ่มเหรอ” อะไรประมาณนี้ เพราะอะไรที่ไม่เข้าท่า หรือดูแล้วมันเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดความสงสัย จึงไม่แปลกที่ต้องตั้งคำถามกัน และคำตอบที่ออกมา ดูเหมือนคนรุ่นเก่าให้คำตอบที่ฟังไม่ขึ้น หรืออ้างอิงด้วยความเชื่อมากกว่าเหตุผล ซึ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างเด็กรุ่นใหม่กับผู้ใหญ่รุ่นเก่าเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้ใหญ่เลือกที่จะ “ตัดสิน” ความคิดของเด็ก ไม่ได้ “ฟัง” ความคิดของเด็ก

เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นประจำกับครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวในยุคนี้ ที่ลูก ๆ จะติดมือถือ หรือ Tablet หรือคอมพิวเตอร์ จะไม่เปิดใจพูดคุยกับพ่อแม่ที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกวันนี้หลาย ๆ คนประสบพบเจอ และการแก้ไขที่ผ่านมา ดูเหมือนมันจะแย่ลง

ซึ่งตัวผมกับน้องของผมที่เป็น Gen Y เติบโตกับเน็ต ADSL เล่นเกมออนไลน์ และพูดคุยผ่าน Webboard เคยโดนพ่อแม่ผมที่เป็น Baby Boomer ซ่อน Router บ่อยมาก เพราะผมเอาแต่เล่นเน็ต ไม่คุยกับพ่อแม่เลย แล้วผลที่ตามมา ก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด กลับแย่กว่าด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมยังวัยรุ่นก็ยังไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงให้พ่อแม่ฟังดี

แต่พอผมโต และเริ่มรู้ว่า ทำไมเวลาโดนยึด Router เกิดอาการ Hang ทางจิตใจ (คือไม่อยากทำอะไรเลย นอกจากจะเล่นเน็ต) เพราะว่าผมและพ่อแม่ผมคุยคนละภาษา และแทนที่พ่อแม่จะถามว่า “แน่ะ ดูอะไรเหรอ” แต่กลับบ่นว่า “เอาแต่เล่นเน็ตอยู่ได้ ไร้สาระ” ซึ่งกว่าที่พ่อแม่ของผมจะเปลี่ยนความคิดของผมและน้องผมในการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ ใช้เวลานานมาก ๆ จนตอนนี้ พ่อกับแม่ของผมก็ไม่ได้จุกจิกจู้จี้เรื่องของการใช้คอมอีกแล้ว

ใน Clubhouse ที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องตามหัวข้อ ได้พูดถึงประเด็นที่ลูกติดมือถือหรือ Tablet เหมือนกัน ซึ่งเหตุผลที่ติดอะไรแบบนั้น ก็น่าคิดเหมือนกัน เพราะ “ลูกคุยกับพ่อแม่ไม่รู้เรื่อง คุยกันและเข้าใจคนละความคิด พ่อแม่เลือกจะตั้งกำแพง ทำให้ลูกต้องหนีไปในโลกส่วนตัวของตัวเองผ่านมือถือหรือ Tablet แทน”

และไม่แปลกที่คนยุคนี้เป็น Introvert กันเยอะ เพราะการเลี้ยงดูด้วยส่วนนึง ต้องเน้นย้ำอย่างนึงว่า Introvert ไม่ใช่โรคผิดปกติอะไร เป็นอีกไลฟ์สไตล์นึงที่หลาย ๆ คนเป็น และหลาย ๆ คนประสบความสำเร็จมาแล้วด้วยความที่เป็น Introvert นั่นแหละ

ความจริงคือ เด็ก ๆ หรือลูก ๆ ต้องการ “คนที่รับฟังเรื่องราวของตนเอง” ไม่ใช่ “คนที่จะมาตัดสินเรื่องราวของตัวเอง” ต้องเข้าใจว่า คน Gen Z เติบโตมากับข่าวสารที่ล้นทะลักในโลกออนไลน์ ทำให้ความคิดไม่เหมือนกับวัยรุ่นยุคก่อน ๆ แต่สิ่งที่ควรเข้าใจคือ แม้ว่าเด็กรุ่นใหม่จะเติบโตด้วยข่าวสารมากมาย แต่เด็กเหล่านี้ยังขาดประสบการณ์ เพราะเรื่องเล่าหรือความรู้ต่าง ๆ ในโลกออนไลน์เป็นเหมือนบทเรียนให้ศึกษา แต่ถ้าอยากจะรู้ลึกจริง ๆ ก็ต้องมีประสบการณ์ไปกับมัน และหน้าที่ของพ่อแม่หรือคน Gen ใหม่ ๆ คือ “เป็นผู้ใหญ่ที่พาเด็ก ๆ เหล่านี้พบเจอว่า ที่เค้าเข้าใจ มันถูกจริงไหม”

ย้อนกลับไปเรื่อง “ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่” เด็ก ๆ จะถามกันว่า “แล้วถ้าไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ดื่มได้ไหม” คำตอบคือ “ไม่ได้ เพราะวันนี้เป็นวันพระใหญ่” แล้ววันพระใหญ่เป็นอะไรกับเหล้าเบียร์ ทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ รู้แต่ว่า ดื่มเหล้าเบียร์ ผิดศีลข้อ 5 เหมือนเป็นมารของพุทธศาสนา แต่เราไม่ได้นับถือศาสนา ก็ดื่มได้สิ แต่ก็ไม่ได้ เพราะระบบคอมพิวเตอร์จะไม่คิดเงินกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เวลายิงบาร์โค้ด

ซึ่งทุกวันนี้ เรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ยังถกเถียงกันอยู่ถึงทุกวันนี้ ความจริงคือ การห้ามอะไรแบบนี้ เพิ่งจะห้ามเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง และการห้าม เพิ่งจะมามีในรัฐบาลทหารด้วย

พฤติกรรมการใช้งาน Social Media ในโลกออนไลน์ของเด็ก Gen Z

บอกเลยว่า ไม่เหมือนคน Gen Y ที่เติบโตมากับ Webboard, Hi5 และ Facebook ปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่จะเล่น Twitter, Instagram, Tiktok กันมากกว่า และที่อึ้งไปกว่า คือการล็อกอิน ไม่ได้ใช้อีเมล แต่ใช้เบอร์โทรแล้วเวลาล็อกอินให้ทางระบบส่งรหัส OTP เพื่อเข้าถึง Password ซึ่งข้อดีคือ ความปลอดภัยสูงกว่าการใช้ Password ที่ในยุคนี้การตั้ง Password มันไม่ธรรมดาแล้ว ยุคก่อนต้องมีทั้งตัวอักษรและตัวเลข ตอนนี้ต้องมีเครื่องหมายเช่น +-*/# อะไรพวกนี้ และเท่าที่ล็อกอินด้วย OTP ไม่มีการถามหาเรื่อง 2 Factor เลย คือล็อกอินรอบเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม บาง Social Media ก็ยังบังคับให้ล็อกอินด้วยอีเมล เช่น LINE เพราะนอกจากใช้ OTP แล้ว เมื่อกรอก OTP ผ่าน ก็ต้องกรอก Password อีกครั้งด้วย

ถามว่ายุคนี้เด็กรุ่นใหม่เวลาคุยใช้อะไรคุย คำตอบคือ ไม่รู้ แล้วแต่เพื่อนในแก็งค์ใช้กัน เช่น ถ้าเพื่อในแก็งค์ใช้ IG ก็ DM หากันผ่าน IG เลย ถ้าเพื่อนเล่น Twitter ก็ DM ผ่าน Twitter ถ้าเพื่อนเล่น Facebook ก็ส่ง Message ผ่าน Facebook ไม่มีการ ​Fix เหมือนคน Gen Y ที่เวลาคุย จะเน้นคุยผ่าน LINE เป็นหลัก

และนอกจากนี้ เด็กรุ่นใหม่จะมี 2 ID ต่อ Social Media คือ มีแอคจริงและแอคหลุม แอคจริงเอาไว้ลงเพื่อเป็นโปรไฟล์ให้ดูเก๋ ๆ ไม่เน้นลงอะไรมาก เอาแต่อะไรที่มันดูสวยงาม และดูมีคุณค่าทางสังคม ส่วนแอคหลุมเอาไว้บ่น ระบาย คุยกับเพื่อนสนิท หรือเน้นแชร์อะไรก็ได้ที่อยากแชร์ โดยปัญหาหลักของเด็กรุ่นใหม่คือ พ่อแม่จะสอดส่องการเล่น Social Media ของลูก ๆ ดังนั้น ลูกจะให้พ่อแม่แอดโปรไฟล์จริงไปก่อน ส่วนโปรไฟล์หลุม ก็เน้นติดตามเรื่องที่เราอยากจะติดตาม เป็นต้น

คนรุ่นใหม่ไม่ได้คิดว่า “เราคือคนไทย” แต่คิดว่า “เราคือมวลมนุษยชาติ”

เพราะ Social Media ในปัจจุบันที่เชื่อมต่อกับเทรนด์และความเป็นไปของโลกใบนี้อย่างกว้างขวาง ทำให้เด็กรุ่นใหม่มีความคิดที่ทันโลกพอสมควร เนื่องจากข่าวที่ส่งต่อกันเรื่อย ๆ และเทรนด์แฟชั่นที่ส่งต่อกันอย่างกว้างขวาง และด้วยความที่วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการความยอมรับของสังคม ดังนั้น ความคิดความอ่านและทัศนคติของเด็กรุ่นใหม่จะก้าวไกลและก้าวหน้ายิ่งกว่า Baby boomer, Gen X, Gen Y ในยุควัยรุ่น

สำหรับผม ช่วง Gen Y ตอนเป็นวัยรุ่น เวลารับสารยังชอบดูช่อง 9 การ์ตูนหรืออ่านหนังสือในห้องสมุดอยู่เลย อินเตอร์เน็ตที่มาตามบ้านจริง ๆ ก็มาช่วง ม.5 YouTube ก็ได้ดูช่วงตอน ม.6 เพราะเพิ่งจะมามี ซึ่งยุคนั้น Google ยังไม่ได้ซื้อ YouTube เลยด้วยซ้ำ ในขณะที่เด็ก ๆ Gen Z เริ่มดู ​YouTube ตั้งแต่ช่วง 10 ขวบเป็นอย่างต่ำ ทำให้การเรียนรู้และการรับสารต่าง ๆ ก้าวหน้าไปกว่าวัยรุ่นในช่วง Gen ก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงของการรับสารด้วยความต้องการของตัวเองของวัยรุ่น Gen Z คือ ถ้ารับสารมากเกินไปจะมี Ego ในตัวของมันเอง แต่สุดท้ายแล้ว การมีช่อง Comment, Reply หรือพื้นที่แสดงความคิดเห็นในโลกออไลน์ของแต่ละคนทำให้มีการถ่วงดุลได้ เช่น นาย A นำเสนอข่าวใดข่าวหนึ่ง แล้วนาย B แย้งนาย A ว่า ข่าวที่บอกเป็นข่าวปลอม พร้อมกับแนบหลักฐานให้ดู แล้วจำนวนการกดไลค์ของ Comment นาย B เกิดความเชื่อถือมากกว่าโพสต์ของนาย A ทำให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือของนาย A ลดลง แต่จริง ๆ สามารถลดความเชื่อถือของนาย B ได้ ถ้านาย A หรือคนอื่น ๆ มีหลักฐานที่แย้งกับนาย B อีกที และเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ ซึ่งแย้งไป ๆ มา ๆ เรื่อย ๆ จนได้ข้อสรุปที่ควรเป็น

ในปัจจุบัน กระแสตื่นตัวเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนพุ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่บางอย่างที่เราพูดกันจนชินในปัจจุบัน เช่น การใช้เพศเป็นคำด่าในกลุ่มเพื่อน หรือการดูถูกโดยใช้ชื่อเพศ เช่น ไอ้หน้าตัวเมีย, ใจตุ๊ด, ไปใส่กระโปรงไป ฯลฯ กลายเป็นคำต้องห้ามและมีความร้ายแรงกว่าที่คิดเอาไว้ ซึ่งเมื่อก่อน คำพูดพวกนี้เป็นคำพูดทั่วไปที่มักจะได้ยินในกลุ่มเพื่อนผู้ชาย แต่ตอนนี้กลายเป็นคำพูดต้องห้ามอย่างจริงจัง

ซึ่งกระแสนี้จริง ๆ มาจากต่างประเทศในฝั่งโลกที่ 1 ซึ่งมีปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติและความเท่าเทียมกันในสังคม และในไทยเอามาปรับใช้โดยกลุ่มผู้ใช้งาน Social Media ที่คร่ำหวอดกับโลกออนไลน์มาก ๆ ที่ไม่เปิดเผยตัว แต่มีคนติดตามเยอะพอสมควร

วิธีการลงโทษทางสังคมของคน Gen Z

เรื่องนี้คน Gen เก่า ๆ ต้องตามให้ทัน อย่าคิดว่า การทำอะไรบ้ง ๆ ของคน Gen เก่า (รวมถึงคน Gen Y, Gen Z กันเอง) จะไม่มีใครเห็น เพราะจงระลึกเสมอว่า การออกจากบ้าน เราคือคนสาธารณะในทันที

โดยวิธีของคน Gen Z ในประเทศที่กดทับเสรีภาพในการแสดงออกอย่างไทย จะไม่เตือนหรือห้ามทำอะไรตรง ๆ ตรงนั้น แต่กลับมีการบันทึกคลิปเหตุการณ์โดยใครที่ไหนไม่รู้ และคนที่โพสต์ เราก็ไม่รู้ว่าใคร เพราะใช้ชื่อปลอม รวมถึงรูปโปรไฟล์ปลอม กว่าจะรู้ กลายเป็นคนที่โดนประนามใน Twitter ไปแล้ว

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ เหตุการณ์ความรุนแรงหรือการล่วงละเมิดทางเพศของครูและอาจารย์ในโรงเรียนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หรือเหตุการณ์ที่ครูตีเด็กแบบเอาสะใจเข้าว่า ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้น นักเรียนจะไม่เตือนหน้างาน แต่จะแอบถ่ายและอัพโหลดแล้วพูดถึงใน Twitter ทันที

และอย่าลืมว่า ดราม่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในโลกออนไลน์ สามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นแบบ Offline ทำให้ในปัจจุบัน คนเลว ๆ มีที่ยืนในสังคมยากขึ้น เพราะอำนาจในการตรวจสอบในปัจจุบัน ไม่ได้ผูกขาดกับใครคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นคนหลาย ๆ คนที่สามารถอัดคลิปได้ ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้

แต่ถ้าเราเกิดบริสุทธิ์ เราไม่ได้เป็นคนทำเรื่องนั้น ก็ต้องหาเหตุผลหรือหลักฐานมาแย้งโดยหลักฐานนั้นต้องมีน้ำหนักมากพอและตอบกลับด้วยหลักฐานรูปแบบเดียวกับหลักฐานที่เริ่มต้นด้วยดราม่า เช่น เกิดดราม่าเรื่องวัยรุ่นต่อยตีคนแก่ โดยหลักฐานมาเป็นคลิป แต่มีหลักฐานเป็น คนแก่คนนั้นเคยไปล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กสาวที่อยู่ในแก็งค์หลายครั้งโดยที่เด็กสาวคนนั้นไม่สมยอม จนเพื่อนในแก็งค์ต่อยตีคนแก่ โดยอัดเป็นคลิปหลาย ๆ คลิป ซึ่งแม้ว่าผิดทั้งคู่ แต่ก็มันดูเหมาะสม (หรือเปล่าว้า) ซึ่งโลกในปัจจุบัน เริ่มที่จะเทาขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาวจัด ดำจัด เหมือนที่ผู้ใหญ่พร่ำสอนมา

แต่เรื่องที่น่าคิด คือ แล้วพวกแอคเคาท์ Social Media ที่ด่า ๆ เรื่องดราม่าที่เป็นกระแส ถ้าเกิดดราม่านั้นมันพลิกขึ้นมา แล้วก่อนหน้านั้นด่ากันแบบเอาสะใจเข้าว่า คำถามคือ แล้วเค้าจะรับผิดชอบไหม หรืออะไรยังไง เพราะเอาจริง ๆ สังคมออนไลน์อย่าง Twitter ซึ่งคน Gen Z ใช้กันอยู่ ค่อนข้างแสดงความคิดเห็นแบบสุดโต่งมาก เอาแต่ฉอดไปเรื่อยจริง ๆ และบางทีก็เปิดประเด็นถกเถียงที่แบบ… อิหยังวะ

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ Content Creator สายเกมคนนึงที่ชอบเล่นเกมและพากษ์ไทยไปด้วย ซึ่งคาแรคเตอร์ของเค้าคือ ชอบพูดจาหื่นกระหายกับตัวละครในเกมที่เซ็กซี่ ๆ แต่กลุ่มผู้ใช้งาน Twitter บางคนไม่พอใจ ค่อนข้าง Sexual Harassment เกินเบอร์ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับสังคม ฯลฯ แต่ดูเหมือนกระแสดราม่าดันตีกลับ และคนกลุ่มนั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุยไปเรื่อย เหตุผลที่ไม่ยอมรับคือ ตัวละครเซ็กซี่ในเกม มันก็อยู่ในเกมแบบนั้น ไม่ได้อยู่ในชีวิตจริง ก็เหมือนกับการชอบเล่นเกม FPS แต่ในชีวิตจริงก็ไม่ได้ชอบยิงใครก็ตามแบบนั้น

เอาจริง ๆ เหตุผลก็มีแค่นี้

ที่ผมฟัง Clubhouse ตอนนั้น ก็เน้นย้ำในเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นหรือความต้องการของเด็กรุ่นใหม่ และมองว่า ทฤษฎีของตัวเองที่ผ่านมาสามารถใช้ได้กับโลกยุคนี้ แต่มองว่า เด็กรุ่นใหม่ ความคิดไม่น่าเชื่อถือ ขาดประสบการณ์จริง ๆ การที่เด็กรุ่นใหม่มาสอนคนรุ่นเก่า เหมือนเป็นการโดนเหยียดหยามซะงั้น ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น

ซึ่งปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าแนวความคิดของคนรุ่นใหม่ก้าวไกลไปมากกว่าคนรุ่นก่อนเยอะมาก แต่ต้องยอมรับในเรื่องการปฏิบัติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เยอะตาม เพราะขาดการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ เช่น เด็กมีความคิดอยากทำงานศิลปะที่ล้ำ ๆ แต่ดัน อุปกรณ์ไม่มี อะไรประมาณนี้

หรือความคิดของประเทศที่พัฒนาแล้วก็น่าสนใจ อย่างมีเด็กคนนึงในญี่ปุ่นที่ชื่นชอบโปเกมอนมาก ๆ ทางผู้ใหญ่ก็แนะแนวเด็กก็แนะนำว่าลองไปเรียนสายสัตวแพทย์เลยไหม อะไรประมาณนี้

ซึ่งหน้าที่ของผู้ใหญ่ในยุคนี้ คือ รับฟังความคิดเห็นของเด็ก และสนับสนุนความคิดของเด็ก ไม่ใช่บังคับและห้ามโน่นห้ามนี่ แต่ต้องดูด้วยว่า ความคิดของเด็กมันสร้างอันตรายกับตัองเองหรือคนรอบข้างหรือเปล่า เช่น ความคิดของเด็ก อยากเป็นเจ้าของบ่อนการพนันเพราะชื่นชอบในการเสี่ยงโชค ตรงนี้ก็ต้องห้าม ๆ กันบ้าง และเอาเข้าจริง ๆ วิธีการทำธุรกิจก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด และต้องใช้ชีวิตแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ แถมสร้างความเดือดร้อนกับคนอื่น

ตรงนี้แหละ ผู้ใหญ่ควรเตือน แต่ไม่ใช่เตือนว่า “มันผิดกฎหมาย มอมเมา” แบบสั้น ๆ อะไรประมาณนี้ แต่ต้องพูดเหตุผลแบบเล่าเรื่องเป็นขั้นเป็นตอนในทำนองว่า มันไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด และคนที่เราพัวพันกับอาชีพนี้ หลาย ๆ คนต้องหมดเนื้อหมดตัว บางคนต้องจบชีวิต ครอบครัวแตกสลาย ในขณะที่เราเกิดความมั่งคั่งในความทุกข์ของคนอื่น เป็นต้น ถ้าอธิบายอย่างนี้ นั่นแหละ ความคิดของเด็กจะเปลี่ยน แต่อย่าลืมเรื่องข้อเสนอที่ดีกว่า หรือพูดอะไรก็ตามให้เด็กได้คิดมากกว่าเดิม

เพราะเด็กยุคนี้คิดเป็น แต่ส่วนใหญ่ทำไม่เป็น เราผู้ใหญ่มีหน้าที่ทำให้เด็กทำเป็นตามความคิดเป็นของเด็กด้วย

Published by Campzzz

บล็อกเกอร์สายอินดี้ ไม่รับสปอนเซอร์ พูดกันตามความจริง ไม่มีการอวย อันไหนดีก็บอกว่าดีและแนะนำ แต่ถ้าอันไหนไม่ดีก็จะแนะนำครับ

One thought on “สรุป “ทำไมคน Baby Boomer, Gen X, Gen Y” ตาม Gen Z ไม่ทัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: