ทำไมถึงเลิกดูข่าวจากสื่อหลัก

เคยสงสัยบ้างไหมว่า เดี๋ยวนี้ คนรุ่นใหม่เค้ารับสื่อจากทางไหนกัน นับตั้งแต่มีรัฐบาลทหารมา ดูเหมือนสื่อหลักในประเทศไทยบางช่องนำเสนอสื่อที่ไม่ตรงจริตกับผู้เสพข่าวอย่างที่ควรเป็น แต่การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่มีไม่จำกัด และการดูถูกคนรุ่นใหม่ว่า ไม่สนใจอ่านหนังสือ ไม่ฉลาดจากคนรุ่นก่อน ๆ ที่มองแค่ผิวเผิน คือแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่แสวงหาความรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และการเรียนรู้ในปัจจุบัน รวมถึงสื่อในยุคนี้เข้าสู่ยุคแห่งการกระจายอำนาจ ​(Decentralized) อย่างแท้จริง

ทำให้คนยุคใหม่หลาย ๆ คนเริ่มเลิกดูข่าวจากสื่อหลักกันมากขึ้น และในปัจจุบันกระแสสังคมที่โฟกัสที่ความสนใจและความชอบของตัวเองมากขึ้น และข่าวจากสื่อหลักก็ไม่ได้หลากหลายขนาดนั้น ทำให้ต่างคน เลือกดูข่าวจากสื่อทางเลือก หรือไม่ก็ข่าวจากสื่อใต้ดิน ที่ไม่รู้ว่า สื่อนั้นมีการกลั่นกรองความจริง หรือมีจรรยาบรรณของสื่อมากเพียงใด

วันนี้เรามาพูดคุยเรื่องนี้กันครับ

ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป เน้นแบบ On-demand

ตั้งแต่ที่ YouTube เข้ามาในโลกออนไลน์ ทำให้พฤติกรรมการเสพดูคลิปของคนเปลี่ยนไป ก่อนหน้านั้น ช่อง 3 จะมีรายการ Real TV ซึ่งเป็นรายการนำคลิปเหตุการณ์จริงในอเมริกามาฉายให้คนได้ดูกัน ซึ่งแต่ละคลิปเป็นคลิปที่ดูแล้วน่าติดตามมาก แต่ในปัจจุบัน คลิปแบบ Real TV หาดูได้ตามอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่แค่ใน YouTube แต่เป็น Facebook เพราะผู้คนต่างมีมือถือที่บันทึกวีดีโออัดคลิปแล้วส่งเข้า Social Media ที่ใช้

และการมาของสื่อ Social Media ที่ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลายคนไปแล้ว ไม่สามารถทิ้งมันได้ ซึ่งมาพร้อมกับ Content ที่มากมายมหาศาล ทำให้แต่ละ Social Media มีตัวเลือกให้เรากดติดตามแต่ละคนได้ไม่ยาก และการเลือกติดตามคนแต่ละคน หรือช่องแต่ละช่อง นั่นคือ หนึ่งในพฤติกรรมแบบ On-Demand แล้วครับ

อำนาจในการเสพสื่อของคนทั่วไปในยุคนี้ มีมากกว่าแต่ก่อนมาก เพราะเราสามารถเลือกดูช่องไหนก็ได้ตามใจชอบ และสื่อทางเลือกอย่าง Content Creator หลาย ๆ เจ้าที่อยากจะแชร์เรื่องราวต่าง ๆ เช่น รีวิวสินค้าต่าง ๆ ฃ

ผมยกตัวอย่างกรณีที่ผมจะซื้อ iPhone 12 ครับ ก่อนหน้านั้น ผมจะเลือกซื้อมือถือ iPhone 12 Mini แล้ว เพราะเห็นมันเล็กดี และตอนที่ไปลองเล่นตามร้านต่าง ๆ มันก็เข้ามือ นึกถึง iPhone 8 หรือ iPhone SE ที่ขนาดประมาณนี้ ซึ่งเป็นขนาดที่กำลังดี เหมาะมือ แต่ปัญหาอยู่ที่ Feature การถ่ายไฟล์ Raw, LiDAR Scanner และการถ่ายภาพที่เห็นแล้ว สามารถทดแทนเลนส์กล้องฝั่ง Wide ไปได้เลย ผมเลยเลือก iPhone 12 Pro ในที่สุด

และตอนที่ผมดูรีวิว มีรีวิวหลายเจ้าให้ดูมากกกกกกก และผู้ที่แนะนำให้ดูรีวิวหลาย ๆ เจ้า ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน YouTube นั่นแหละ เพราะก่อนหน้านั้น ผมดูรีวิวของ LDA ไปแล้ว และตัดสินใจได้ พอปิดคอม แล้วเปิด YouTube อีกที ปรากฎว่า รีวิว iPhone 12, 12 Pro ของ Gu Zap, Stepgeek และช่องอื่น ๆ ผุดขึ้นอย่างกะดอกเห็ดในหน้าแรก แล้วเราก็เผลอเข้าไปดู ทำให้เรารู้มุมมองการใช้งานในหลายส่วนว่าข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่า การเสพสื่อในยุคนี้ มันไม่ใช่แค่ความสนใจของเราเพียงอย่างเดียว ยังมี Algorithm ของ Social Media ที่เราเข้าไปดูด้วยว่า เราดูอะไรไปก่อนแล้ว แล้วจะให้เราดูซ้ำ ๆ เหมือนกับว่า เรากำลังสนใจสิ่งนั้นอยู่

ซึ่งตรงนี้ ช่อง Free TV ไม่มีให้

หรือแม้แต่ข่าวใน Twitter บางวันขึ้นเทรนด์หวีดไอดอลบชาย ผมก็ไม่เข้าไปดู แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองทีไร ผมจะเข้าไปดูทันที ซึ่งเทรนด์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน

ตรงนี้คือ อำนาจในการเลือกเสพสื่อของแต่ละคนมีสูงจริง ๆ สูงจน

การรับข่าวสารของคนรุ่นใหม่ไม่ได้รับแล้วเชื่อทันที

นี่เป็นอีกสาเหตุที่คนยุค Baby Boomer หรือคน Gen X ที่เพิ่งมาเล่น Social Media ใหม่ ๆ รวมถึงพวก LINE มักโดนคนรุ่นใหม่ดูถูกประจำ หาว่าคนรุ่นเก่าไม่ทันโลกบ้าง คนรุ่นเก่าเป็นสลิ่มบ้างอะไรบ้าง หรือบางทีคนรุ่นใหม่ก็ล้อเลียนคนรุ่นเก่าด้วย meme สวัสดีวันจันทร์ สวัสดีวันอังคาร…

แต่การจะว่าคนแก่ ๆ เหล่านี้ก็ต้องดูเหตุผลพฤติกรรมของคนยุคเก่า ๆ ด้วยว่าเค้าเติบโตมาจากอะไร

พ่อของผมเคยเล่าว่า กว่าจะเสพสื่อได้ในตอนเด็ก ๆ ด้วยความที่ฐานะของพ่อยากจน ทำให้การดูการ์ตูน หรือพวกซีรีส์เซนไต (ขบวนการ 5 สี) ต้องไปแอบดูที่บ้านของคนมีฐานะในตอนนั้นตลอด หรือบางที ไปอ่านหนังสือพิมพ์ตามร้านก๋วยเตี๋ยว ส่วนเรื่องห้องสมุดประจำโรงเรียน ยุคนั้นยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นห้องสมุดที่ว่ากันว่าจะสร้างความฉลาดให้กับนักเรียน ก็ใช่ว่าจะทำให้ฉลาดไปได้ตลอด ถ้าในห้องสมุดนั้นไม่มีการอัพเดทองค์ความรู้ใด ๆ ใหม่ ๆ

ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี ๆ จะพบว่า การเสพสื่อของคนในยุคก่อน ๆ จะเสพสื่อทางเดียว ไม่มีการกระจายอำนาจ การเข้าถึงสื่อก็ยากมาก คนเห็นแล้วเชื่อสื่อที่นำเสนอทันที และมันเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ จนยุคที่มี Social Media ก็เพิ่งจะมาไม่กี่ 10 ปีนี้เอง

สมมติคน Baby Boomer เกิดปี 1960 แล้วเพิ่งมาเล่น Facebook ปี 2010 คือเค้าเสพสื่อทางเดียวมาโดยตลอดกว่า 50 ปี พอมาเสพสื่อในยุคนี้อาจจะงง ๆ ไปบ้าง และสุดท้าย คนหลายคนที่เติบโตมากับยุคนี้มองว่า พวกเพจ Facebook หรือช่อง YouTube ต่าง ๆ เค้าเรียนจบนิเทศศาสตร์ ม. ดังมาหรือเปล่า เค้ามีใบประกอบวิชาชีพสื่อหรือเปล่าถึงมาทำสื่อได้ ฯลฯ

แต่คนยุคใหม่ เค้าก็เข้าใจว่า ปัญหาเรื่องสื่อที่บิดเบือนมีแน่นอน ดังนั้น พฤติกรรมของการเสพสื่อของคนยุคใหม่ คือ ไม่ใช่ดูข่าวจากแหล่งนี้ทั้นที หรือดูรีวิวจากเจ้านี้แล้วเชื่อ แต่เค้าจะดูจากหลาย ๆ สื่อ ถ้าเกิดว่า เราเป็นช่างภาพ อยากเห็นความคิดเห็นการใช้ iPhone 12 Pro ในมุมมองของช่างภาพ อยากรู้ว่า Apple ProRAW มันใช้งานได้ดีจริงไหม ก็ต้องหาดูคลิป Review iPhone 12 Pro ในมุมมองของช่างภาพ บางที ช่องรีวิวมือถือเค้าอาจจะมีรสนิยมแตกต่างจากช่างภาพจริง ๆ

และไม่ใช่แค่ดูคลิปหลาย ๆ คลิป ยังรวมถึงการดู Comment ใต้คลิปด้วย และเท่าที่สังเกตมา Comment ที่มีคุณภาพ มักจะอยู่กับช่องที่ทำคลิปให้ความรู้ มีสาระครับ ซึ่งบาง Comment ก็มีประโยชน์ แต่สุดท้าย เราก็ไม่ได้เชื่อซะทีเดียว ซึ่งวิธีที่ให้เราเชื่อจริง ๆ คือ ทดสอบใช้งานจริง ๆ ด้วยสินค้าตัวอย่างตามร้านไปเลย แล้วเราก็ตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านี้ได้

เห็นไหมว่า การรับสื่อของคนรุ่นใหม่ ไม่ได้เชื่อทางเดียวเท่านั้น ยังต้องหาแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เข้ามาสนับสนุนให้เกิดความเชื่อขึ้น หรือถ้าเราทำ Content อะไรแล้วมันเท็จ หรือบางอย่างมันตกขาดหายไป ก็จะมีคนเสริม หรือมีคนแย้งตามช่อง Comment และการปิด Comment ก็ใช่ว่าจะเป็นปิดกั้นทางความคิด ใน Facebook ถ้าอยากแสดงความคิดเห็น ก็กดปุ่มแชร์โพสต์นั้นแล้ว Comment ในพื้นที่ของเราต่อไป เอาง่าย ๆ คือ คนอยากจะแสดงความคิดเห็น เค้าก็หาทางจนได้

หรือแม้แต่การทำบทความนี้ ก็เป็นหนึ่งในวิธีแสดงความคิดเห็น ในพื้นที่ของตัวเอง

แล้วคราวนี้มาดูข่าวจากสื่อหลักบ้าง ถ้าดูทีวี อย่างมาก เวลาเราแสดงความคิดเห็น อาจจะแสดงกับพ่อแม่ที่ดูข่าวนั้น แต่มันไม่กระจายผ่านทางทั่วโลกออนไลน์ มันไม่มันส์ไง ต่อให้เราแย้งข่าว คนที่เห็นก็มีแต่คนในบ้านหรือในห้องที่ดูด้วย ก็แค่นั้น ถ้าอยากจะแสดงความคิดเห็นจากการดูข่าวผ่านทางทีวี คือถ่ายภาพจากหน้าจอทีวี แล้วอัพขึ้น Social Media แล้วแสดงความคิดเห็นอะไรกันไป

การนำเสนอข่าวแบบ… แค่เนี้ยนะเป็นข่าว

ผมอยากจะวิจารณ์เรื่องนี้มาก ในมุมมองของคนเสพข่าว เสพ ​Content มาเยอะมาก ผมมองว่า ข่าวจากสื่อหลักในตอนนี้นำเสนอเรื่องบางเรื่องที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ไหม ไม่ต้องนำเสนอแล้วดูดีกว่าเยอะ หรือนำเสนอแล้ว “จำเป็นต้องรู้ไหม” ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ข่าวจากกระแสหลักนำเสนอข่าวที่แบบว่า….

No comment!

โชคดีที่แม่ผมยังเสพข่าวแบบเก่า ๆ อยู่ ซึ่งวิธีของแม่คือ ทำอาหารไปด้วย เปิด Notebook เข้าช่องสื่อหลัก แล้วเปิดเสียงจากลำโพงฟังข่าวไปด้วย เหมือนเปิดทีวีค้างเอาไว้แบบนั้นเมื่อ 10-20 กว่าปีที่แล้ว ทำให้เริ่มวิเคราะห์ข่าวว่า ปัจจุบัน นำเสนอข่าวแบบไหนบ้าง

แต่ข่าวบางช่อง ผมทนไม่ได้จริง ๆ เอาเรื่องชาวบ้านที่ไม่ควรจะเป็นข่าว ดันออกข่าวซะงั้น ถ้าข่าวอย่างเรื่องที่สร้างผลกระทบกับคนหมู่มาก อย่าง COVID-19, เทคโนโลยีต่าง ๆ, เรื่องม็อบ ฯลฯ ตรงนี้จะไม่ว่าเลย เพราะ ณ ปัจจุบัน แม่ของผมคือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเสพข่าวของคนยุค Baby Boomer สื่อหลักยังมีอำนาจในการนำเสนอสื่อที่เข้าถึงคนหลาย ๆ คนในประเทศ

แต่มีอยู่ช่วงนึง ข่าวมีการบิดเบือนจากความจริง และสุดท้าย แม่ของผมก็รับข่าวสารแบบผิด ๆ จนผมต้องคอย Fact check ให้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

คนรุ่นใหม่มีภูมิคุ้มกันในโลกออนไลน์ค่อนข้างสูง

เอาจริง ๆ คนรุ่นใหม่ก็มีอีโก้ในการเสพสื่ออยู่แล้ว ในขณะที่คนรุ่นเก่าเลือกเสพสื่อจากสื่อหลักเหมือนเดิม ซึ่งแน่นอนว่า คนรุ่นเก่าอาจจะมีปัญหาทางสายตา บางคนยังอ่านไม่ถนัดก็มี บางคนใช้ Twitter ไม่เป็น ต่อให้ใช้เป็น ก็ต้องหามือถือที่จอใหญ่ ๆ แล้วต้องขยายตัวหนังสือใหญ่ ๆ หรือบางคนอ่านหนังสือไม่ออกก็มี ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาทางด้านสุขภาพ ฯลฯ

ซึ่งการที่คนรุ่นใหม่มีอีโก้ในการเสพสื่อ ทำให้กล้าที่จะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากสื่อต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ Content แซะ Content ประชด Content ล้อเลียนที่ดูเหมือนจะจริงจัง แต่จริง ๆ ล้อเล่น ถ้าคนรุ่นใหม่หรือคนที่มีประสบการณ์การใช้งานอินเตอร์เน็ตจะมองออกว่า Content นั้นเป็น Content ประชด แต่ถ้าคนที่ไม่รู้ก็จะมองว่ามันคือเรื่องจริง แล้วปัญหาคือ คนรุ่นใหม่จะมองว่า พวกคนรุ่นเก่าที่คิดว่า Content ประชดคือ Content จริง ๆ จะโดนด่าว่า “โง่” ทันที ทั้ง ๆ ที่เค้าคงไม่รู้จริง ๆ อะไรประมาณนี้

แล้วบังเอิญ Content แนวประชดดันพูดถึงในโลกออนไลน์เยอะ และคนรุ่นใหม่กลับชอบ Content แบบนี้กัน ซึ่งสื่อหลักให้ Content แบบนี้ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้น อาจจะผิดจรรยาบรรณสื่อ

การปิดกั้นสื่อจากผู้มีอิทธิพล

อีกหนึ่งสิ่งที่คนรุ่นใหม่เลิกดูสื่อหลัก คือเรื่องของ “ผู้มีอิทธิพล” ในประเทศนั้น ๆ ที่ครอบงำสื่อหลัก ซึ่งในเมื่อปัจจุบัน สื่อหลักโดนกลุ่มผู้มีอิทธิพลครอบงำ และให้ข้อมูลเท็จโดยตลอด ทำให้ไม่จำเป็นต้องไปเชื่อสื่อหลักอีกแล้ว ต่อให้สื่อทางเลือกอาจจะแสดงข้อความหรือสร้าง Content ที่อาจจะไม่ตรงกับจรรยาบรรณสื่อบ้าง แต่สิ่งที่สื่อทางเลือกมีคือ การเลือกที่จะ “ไม่บิดเบือน” ความจริง

เพราะสื่อทางเลือกสมัยนี้ สามารถปกปิดตัวตนได้ และเขียน หรือสร้าง Content ได้โดยไม่มีผู้มีอิทธิพลคอยบงการ Content นั้น และสื่อทางเลือกยุคนี้ต่างแข่งขันกันหนักมาก ทำให้เราจะได้เจอแต่ Content ที่มีคุณภาพให้เราได้เสพกัน

ทั้งหมดที่ผมเขียนบทความนี้ เป็นเพียงความคิดเห็นของเราครับ ซึ่งไม่ต้องเชื่อผมทุกอย่างก็ได้ อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการเสพสื่อในแต่ละยุคจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในยุคที่ผ่านมา อาจจะดูจากทีวี หรือหนังสือพิมพ์ ในยุคนี้ จะดูจากความสนใจของเรา หรือในอนาคตอาจจะเป็นอย่างอื่นที่ในตอนนี้เรายังมองภาพไม่ออกครับ และพอถึงยุคนั้น เด็กรุ่นใหม่ก็จะเสพสื่อด้วยวิธีใหม่ ๆ และถ้าไม่ตามโลก คนที่เป็นผู้ใหญ่ในวันนั้นอาจจะถูกเด็กรุ่นใหม่ในอนาคตด่าว่าหัวโบราณก็เป็นได้

Published by Campzzz

บล็อกเกอร์สายอินดี้ ไม่รับสปอนเซอร์ พูดกันตามความจริง ไม่มีการอวย อันไหนดีก็บอกว่าดีและแนะนำ แต่ถ้าอันไหนไม่ดีก็จะแนะนำครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: