หูฟัง USB Type C ดีอย่างไร ทำไมถึงเปลี่ยนมาใช้จริงจัง

ในความเป็นจริง หูฟังที่ใช้แจ็ค USB มีมานานพอสมควรแล้ว ส่วนใหญ่ใช้กับหูฟังที่เอาไว้เล่นเกมหรือหูฟังที่ใช้งานเฉพาะด้าน ซึ่งเอาจริง ๆ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมกับผู้ใช้เท่าไรนัก

แต่ดูเหมือนหูฟัง USB ยุคนี้จะพัฒนาให้หัวแจ็คเล็กลงและพัฒนาให้ใช้กับอุปกรณ์พกพาได้สะดวกยิ่งขึ้นครับ ซึ่งปัจจุบันแจ็ค USB ขนาดเล็กก็พัฒนาเป็น Type C ซึ่งสามารถเสียบได้ทั้งสองด้าน รองรับการชาร์จเร็วและรับเสียงได้ด้วย

แต่มีข้อแม้สำหรับหูฟังที่ใช้แจ็ค USB ไม่ว่าจะเป็น USB A (หัวใหญ่) หรือ Micro USB (Type B) คือ ตัว USB ต้องมีชิปเสียง หรือ DAC ติดกับหัว USB Type C เลย เพราะเสียงที่มาจาก USB โดยตรง เป็นไฟล์แบบ Digital ต้องแปลงเป็นเสียงอีกทีนึงด้วย DAC ในขณะที่แจ็คแบบ AUX หรือที่หลาย ๆ คนรู้จักกันว่า 3.5mm มันมี DAC ในตัวมันอยู่แล้วครับ ซึ่งหูฟัง USB ที่ใช้กับการเล่นเกม PC อันนั้นเค้ามี DAC อยู่ตรง USB เลย เลยมันมีเสียงออกมาครับ

ความดีงามของหูฟัง USB Type C

จุดเด่นของหูฟังแบบ USB Type C คือเสียงที่ได้จะมีคุณภาพมากกว่าหัวแบบ AUX เพราะไม่มีเสียงซ่า ๆ เวลาใช้กับหูฟังที่ค่า Ohm ต่ำ ๆ และตัว USB มีเรื่องการใช้ไฟจ่ายเพื่อเพิ่มแรงขับของหูฟัง ทำให้เสียงหูฟังจาก USB จะดังกว่าหูฟังหัว AUX และเสียงที่ออกมาก็ได้มิติอย่างที่ต้องการ

ซึ่งเทรนด์นี้มีมาตั้งแต่ตอนที่ Apple บังคับผู้ใช้หูฟัง iPhone ให้ใช้หูฟังแจ๊ค Lighting ซึ่งแจ๊คแบบ Lightning เองก็ใช้วิธีให้เสียงแบบหูฟัง USB คือใช้ชิปเสียงฟังอยู่ตรงหัว Lightning หลังจากนั้น มือถือฝั่ง Android ที่ใช้ USB Type C ไม่แถมรู AUX เริ่มเดินตาม iPhone กันแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่มีหูฟังที่ใช้ USB Type C เป็นเรื่องเป็นราว ใช้กันแค่วงแคบ ๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับหูฟังแบบ USB Type C คือ หากเราฟังด้วยหูฟัง USB Type C เครื่องไหนก็ตาม เสียงที่ได้จะเป็นเสียงแบบเดียวกันทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เสียงที่ได้ เหมือนเดิม ถ้าจะฟังกับ Music Player ที่มี DAC ดี ๆ DAC ดี ๆ ที่ว่าไม่มีผลกับหูฟัง เพราะหูฟัง USB Type C ใช้ DAC ที่ติดกับหัว USB ของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเรามีหูฟังที่ติด DAC เทพ ๆ เอาไว้ เราไปฟังที่ไหน ก็ให้เสียงเหมือนเดิมหมด ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ฟังเพลงราคาแพงเลย

แต่มันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น

เพราะตอนนี้ หูฟัง USB Type C ยังอยู่ในตลาด Niche อยู่ และผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังพอใจกับหูฟังที่ใช้แจ็ค AUX ซึ่งเป็นมาตรฐานตั้งแต่ไหนแต่ไร การมาของหูฟัง USB Type C นอกจากหาซื้อยากแล้ว หากต้องการหูฟัง USB Type C ที่ดีจริง ๆ ไม่ได้เป็นหูฟังแถม บอกเลยว่า แทบจะหาไม่เจอ

เหตุผลหลัก ๆ เลยคือ พวกมือถือที่ไม่ให้แจ๊ค AUX เค้าต้องการขายหูฟัง Bluetooth เป็นของตัวเอง นับวัน เสียงจาก Bluetooth ก็เทพขึ้นเรื่อย ๆ และเสียงจาก Bluetooth แบบ aptx มันเป็น Digital ด้วย มันก็ไม่ต่างจากการใช้หูฟังแบบ USB Type C และไลฟ์สไตล์การฟังเพลงเดี๋ยวนี้มันมีมากกว่าแค่การฟังเพลง อย่างการออกกำลังกายในฟิตเนส ที่ผู้คนยุคนี้ฮิตกันออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี เค้าก็ต้องใช้หูฟัง Bluetooth กัน

และเดี๋ยวนี้ หูฟัง Bluetooth พัฒนาไปไกลมาก จนมาถึงยุคหูฟัง Bluetooth แบบ True Wireless ที่ราคาจับต้องได้ในราคา 2,000 กว่าบาท ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปก็ไม่ได้อยากฟังเพลงจากสาย USB ขนาดนั้น

อย่างที่ 2 คือ คุณภาพหูฟังบางรุ่น อาจทำให้คุณคิดหูฟัง USB Type C ในแง่ลบแน่นอน เพราะบางเจ้าเอา DAC คุณภาพไม่ดีมาใช้ เสียงไม่ต่างจากที่ใช้หูฟังแจ็ค AUX รู้งี้ใช้ AUX แบบเดิมดีกว่าอะไรแบบนี้ และเดินหน้าซื้อหูฟัง Bluetooth แบบนี้จะคุ้มกว่า

อย่างที่ 3 คือแบรนด์ดัง ๆ ยังไม่ผลิตหูฟังแจ็ค USB Type C เพราะทำให้ขายไม่ออก ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องจริง แต่เค้ากลับเลือกทำ Bluetooth ไปเลย ขายออกง่ายกว่ามาก

และอย่างสุดท้าย ซึ่งข้อนี้เป็นข้อใหญ่ที่ทำให้หูฟังแบบ USB Type C ยังไม่เป็นที่ต้องการกับคนหูทองจริง ๆ ถ้าไปใช้มือถือระดับ High End ที่ติด DAC เทพ ๆ เอาไว้อยู่แล้ว และต้องฟังผ่านช่องหูฟังแบบ AUX หากเสียบหูฟังแบบ USB Type C เสียงที่ได้จะมาจากชิปเสียงของ USB Type C ไม่ได้มาจากรูเสียบของ AUX ซึ่งถ้าชิปเสียงของ USB Type C ด้อยกว่า นั่นหมายความว่า คุณภาพเสียงจากมือถือเครื่องนั้นไม่ได้ขับพลังความไพเราะออกมาเต็มที่ 100% ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะมือถือระดับ High End อย่างเดียว ยังเกิดกับเครื่องเล่นเพลงที่ใช้ไฟล์ Hi-Res จัด ๆ ราคาเป็นหมื่นเป็นแสนอย่าง Astell & Kern ซึ่งเครื่องเล่นเพลงเหล่านี้เค้าใช้ DAC ระดับเทพในตัว และ DAC ที่ว่าปล่อยเสียงออกมาจากรูเสียบของ AUX เท่านั้น

หูฟัง KZ ที่ถอดสายได้ สามารถรับประสบการณ์ใช้หูฟังแบบ USB Type C ได้ง่าย ๆ ในราคา 350++ บาท

++ อาจมีราคาค่าจัดส่งเพิ่มเติม เนื่องจากสาย USB Type C ณ ตอนนี้วางจำหน่ายตามร้านค้าออนไลน์เท่านั้น

เป็นโชคดีมากที่แบรนด์หูฟังจากจีนอย่าง KZ ผลิตหูฟังหลาย ๆ รุ่น ซึ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้ หูฟังตัวท็อปราคาทะลุพันแล้ว และมาพร้อมกับสายอัพเกรดเป็นแจ๊ค USB Type C ซึ่งถ้าใครมีมือถือ Android หรือมีคอมพิวเตอร์ที่เราซื้อตัวแปลง USB Type C ตัวเมีย > USB Type A ตัวผู้มาแล้ว ก็สามารถฟังหูฟังแจ็ค USB Type C ได้แน่นอน

ซึ่งจุดเด่นสุด ๆ ของสาย USB Type C ของ KZ คือเราสามารถฟังเพลง Hi-Res 24 Bit ได้เต็มอิ่ม เพราะใช้ DAC ที่รองรับเสียง 24 Bit ได้ และสายนี้แหละ ทำให้หูฟัง ZS5 ที่เคยวางเอาไว้ไม่ได้ฟัง กลายเป็นหูฟังหลักในตอนนี้ไปแล้ว รายละเอียดของเสียง ความกว้างของเสียงมันสุดยอดมาก ๆ

แต่อาจจะไม่เท่าหูฟัง IEM ราคาเป็นหมื่น ซึ่งเสียงที่ได้ มันก็เกินเลยหูฟังหลักพันได้หลายตัวไปแล้ว

และพวก Dongle จาก USB Type C เป็น AUX ล่ะ

ตรงนี้ค่อนข้างเป็นประเด็นถกเถียงสำหรับ community นักฟังเพลงในโลกออนไลน์กัน ตั้งแต่ที่ผู้ผลิต Smartphone ตัดรูเสียบหูฟังแบบ AUX หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า 3.5mm ซึ่งให้ความสงสัยว่า เสียงจากหูฟัง USB มันจะดีเหรอ และแจ๊คแบบ AUX มันมีความคงทนและรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์ที่หลากหลายยิ่งกว่าแจ็คแบบ USB ซะอีก อย่างเวลาเล่น PS4 ก็ใช้แจ๊คแบบ AUX เสียบไว้ที่จอย ถ้าใช้หูฟังแบบ USB ตัวต้องติดเครื่องมาก ๆ แล้วเสียบหูฟังกับตัวเครื่อง PS4 หรือแม้แต่หูฟังแพง ๆ ราคาเป็นพัน ไม่สามารถเปลี่ยนสายได้ มีแค่แจ็คแบบ AUX ก็ต้องใช้การฟังเพลงผ่านช่องเสียบหูฟังทั่วไปอยู่ดี

และพวกมือถือที่มีแต่ช่องเสียบ USB Type C อย่างเดียวล่ะ …? มีสองทางเลือกครับ ขึ้นอยู่กับนักพัฒนาแล้วว่า เค้าเน้นขายอะไร ถ้าแบรนด์ไหนตัดช่องเสียบหูฟัง และไม่ให้ Dongle มาด้วย แบรนด์นั้นต้องการให้ลูกค้าซื้อ Bluetooth เพิ่ม เพื่อเสียงที่ดีกว่า (หรือเปล่า) แต่แบรนต์ที่ทำแบบนี้ ตอนนี้ก็มี Apple ที่ไม่แถม Dongle มาให้แล้ว แต่ฝั่ง Android ยังไม่มี ยิ่งถ้า Samsung ต่อให้ใช้แจ็ค USB Type C ก็ยังให้รูเสียบหูฟังแบบ AUX ซึ่งลูกค้าหลายคนชื่นชมกับการที่ Samsung ยังให้ช่องเสียบหูฟังอยู่ (คงเพราะทาง Samsung ได้ใส่ชิปเสียงลงในตัวโทรศัพท์ไว้แล้ว)

ทีนี้มาพูดถึง Dongle จาก USB Type C เป็น AUX กัน ที่เป็นประเด็นถกเถียงเพราะบางแบรนด์เค้าให้ Dongle คุณภาพไม่ดีมาให้ ซึ่ง Dongle คุณภาพไม่ดีที่ว่าคือไม่มีการใส่ชิปเสียงลงใน Dongle หรือใช้ชิปเสียงคุณภาพต่ำมากกับ Dongle ซึ่งตัว Dongle ที่ไม่ใส่ชิปเสียงมีอยู่จริงครับ เมื่อวันก่อนผมเดินลองใช้งาน Dongle ที่ขายในห้างพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ และพบว่า Dongle นั้นใช้ไม่ได้ เสียบกับหูฟังแล้วเสียงไม่ออก

แล้วถ้า Dongle ดี ๆ เป็นอย่างไร อย่างแรกเลยคือ ใช้ชิปเสียงที่ดีครับ อย่าง Dongle ของ HTC ที่บอกตรง ๆ เลยว่า ใช้ชิปเสียง Cirrus Logic ซึ่งเป็นชิปเสียงเดียวกันที่ใช้กับ iPhone รุ่นหลัง ๆ ให้รายละเอียดเสียงที่ดีมาก ๆ หรือเป็น Dongle ที่ผลิตออกมาเป็น DAC และเรียกว่าเป็น DAC ไปเลยอย่าง Hidizs Sonata HD ซึ่ง Dongle เหล่านี้ ราคาแรงเอาเรื่องอยู่ครับ แต่เสียงที่ได้ ก็คุ้มกับราคา

แต่น่าเสียดายที่ Dongle พวกนี้ไม่ได้วางจำหน่ายตามร้านค้า IT ทั่วไปที่สามารถ walk in ได้ ต้องสั่งผ่านร้านค้าออนไลน์เอา ก็ต้องลองจ่ายเงินไปก่อนและลองฟังทีหลัง

สาเหตุที่เปลี่ยนมาใช้จริงจัง

ลืมตอบคำถามที่ถาม

ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อหูฟังแบบ USB Type C

  • ทุกวันนี้ หูฟัง USB Type C ที่ฟังแล้วมันสมเหตุสมผลกับการอัพเกรด ก็มีแต่หูฟังของ KZ ที่มี Driver เยอะ ๆ อย่าง ZS5 เป็นต้นไป มีตัวหูฟังแล้ว อย่าลืมซื้อสายอัพเกรด USB Type C มาด้วย
  • ถ้าแบรนด์ดัง ๆ ในตอนนี้ที่ทำสาย USB Type C ก็มี Shure, AAW ซึ่งทำเพื่อใช้กับหูฟังที่เชื่อมต่อด้วย MMCX แต่ราคาก็จะแรงกว่าสายของ KZ ประมาณ 10 เท่า
  • หากจะฟังที่ Computer ให้ซื้อ Adapter USB Type C ตัวเมีย > USB Type A ตัวผู้ที่หัวใหญ่ ๆ ใช้กับ Computer ครับ
  • ถ้าซื้อมือถือรุ่นแพง ๆ ที่มีรูเสียบ AUX อย่างพวก Samsung หรือพวกเครื่องเล่นเพลงราคาเป็นหมื่นถึงแสนอย่าง Astell & Kern บางที การฟังหูฟัง USB Type C ไม่ได้ช่วยให้เสียงดีขึ้น เพราะมือถือรุ่นระดับนี้ใช้ชิปเสียงที่ดีเลิศในตัวอยู่แล้ว ถ้าอยากได้เสียงที่ดีจริง ๆ อย่างที่ผู้ผลิตเครื่องเล่นต้องการ ก็ต้องใช้หูฟังที่ใช้แจ๊คแบบ 3.5mm ส่วนคุณภาพเสียง ก็อัพเกรดโดยใช้สายเงินหรือสายทองแดงไปเลย
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.