Podcast ดีอย่างไร ทำไม Blogger ควรเริ่มทำ Podcast

เดี๋ยวนี้มี Blogger ดัง ๆ หลาย ๆ คนเริ่มทำ Podcast เป็นช่องทางกระจาย Content มากขึ้น จากแต่ก่อนอาจจะโพสต์ลงเพจ Facebook ตามปกติ แต่ระบบ Algorithm ของ Facebook ในตอนนี้ที่จำกัดแม้กระทั่งโพสต์จาก User ทั่วไปทำให้การโพสต์ข้อมูลลงเพจแล้วให้คนแชร์ต่ออาจจะไม่คุ้ม ตรงกันข้าม บางคนย้ายจาก Facebook Page ไป YouTube ก็มี

แล้วบทความต่าง ๆ จากบล็อกแบบเว็บไซต์ล่ะ ทุกวันนี้ คนยังอ่านอยู่ไหม

คำตอบคือ “ถ้าจะพิมพ์ URL เข้ามาอ่านโดยตรง คนนั้นต้องระดับแฟนพันธุ์แท้ของบล็อกนั้นเลย”

คำตอบจริง ๆ คือ ไม่มีใครเค้าพิมพ์ URL เพื่อเข้าดูบทความเหมือนยุคก่อน ๆ ซึ่งบทความที่ยอดวิวเยอะ ๆ มักมาจากการทำ SEO ทั้งนั้น อย่างใช้ Keyword ที่คนจะค้นหากันลงหัวเรื่อง เชื่อไหมว่า บางบทความ คนเข้ามาดูทั้ง ๆ ที่บทความนั้นเขียนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และบล็อกบางบล็อกไม่มีระบบ Follow ทำให้การตามอ่านมันยากขึ้น สุดท้ายคือ มันไม่น่าอ่าน

ยุคนี้เป็นยุคแห่งข้อมูล มีข้อมูลต่าง ๆ มากมายกระจัดกระจายตามแหล่งต่าง ๆ ของโลก ไม่ว่าจะโลก Offline หรือโลก Online ข้อมูลเกิดขึ้นทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที และนิสัยของผู้คนสมัยนี้ต่างเสาะหาความรู้กันแทบจะตลอดเวลา ผมเชื่อว่ายุคนี้มีแววฉลาดกว่ายุคก่อน ๆ ที่ความรู้ถูกจำกัดเฉพาะในห้องสมุดหรือหนังสือที่ซื้อมา ตอนนี้เราสามารถหาความรู้ได้จากแหล่งต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งแหล่งข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือมีมากที่สุด และไม่เคยลดความนิยมในทุกยุคทุกสมัย

Podcast ทำให้เพิ่มขีดจำกัดในการรับความรู้มากกว่าเดิม

podcast-istock

ในปัจจุบัน สถิติการอ่านของคนไทยเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี ซึ่งการอ่านไม่ใช่แค่จากหนังสือเท่านั้น ยังรวมไปถึงบทความต่าง ๆ ตามเว็บไซต์ เพจต่าง ๆ หรือบางทีฟังวีดีโอจาก YouTube ก็มี

เดี๋ยวนะ ฟังวีดีโอ มีด้วยเหรอ

ช่วงที่ผมทำคลิปวีดีโอแนวความรู้เกมใน YouTube มีหลาย ๆ คนเข้ามาติดตามกันเยอะ ซึ่งช่วงแรก ๆ ที่ทำจะเป็นแนว Podcast โดยอัดเสียงของตัวเองแล้วเอาพวกคลิปเกมมาประกอบ แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นเปิดหน้าคุยกันเหมือนช่อง YouTube ช่องอื่น ๆ แต่ดูเหมือนหลาย ๆ คนไม่ชอบ ซึ่งแนว Podcast จะกลับมาอีกทีเร็ว ๆ นี้ครับ ติดตามกันได้ในช่อง YouTube CAMPZZZ

ตอนที่ผมไปถ่ายรูปงานรับปริญญาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีช่างภาพคนหนึ่งซึ่งติดตามผมผ่าน YouTube เค้าเจอผมแล้วพูดคุยกับผมว่า ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำคลิปเลย ผมตอบไปว่า “ตอนนี้เครื่อง PS4 เอาให้น้อง” ซึ่งเค้าบอกอีกว่า

“ใจจริงอยากให้ทำคลิปต่อนะ เพราะเวลาดูคลิปเก่า ๆ ที่ทำ (พวกคลิปสไตล์ Podcast) เหมือนมีเพื่อนคุยด้วยระหว่างทำงาน ฟังไปก็เพลิน ๆ ไม่จำเป็นต้องดูคลิปก็รู้แล้วว่าจะสื่ออะไร ลองหาเรื่องที่น่าสนใจอะไรก็ได้แล้วกลับไปทำดู หลาย ๆ คนต้องการแนว ๆ นี้นะ”

“เหมือนมีเพื่อนคุยด้วยระหว่างทำงาน…?”

อืม…..

หรือว่าพฤติกรรมการชม YouTube เปลี่ยนไป

ไม่ใช่แค่ช่างภาพคนดังกล่าวบอกในลักษณะนี้ เพื่อน ๆ ที่ติดตามช่อง YouTube ของผมก็บอกลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งการทำคลิปพูด ๆ แล้วมีภาพหรือวีดีโอประกอบ แบบนี้เรียกว่า Podcast ครับ

ลองย้อนมองพฤติกรรมของผมเองตอนทำงาน Graphic Design อยู่คนเดียว ผมก็เป็นลักษณะเพื่อน ๆ ที่ผมบอกไปเหมือนกัน ตอนที่ผมทำงาน ผมก็เปิดคลิปช่อง ๆ หนึ่งที่ LIVE คุยกันเรื่องกล้องอย่างรายการ “คุยกันใหญ่” ซึ่งคลิปของรายการ “คุยกันใหญ่” จะไม่มีการลบ ทำให้เราสามารถดูคลิปย้อนหลังได้ ซึ่งถ้าดูคลิป LIVE ของรายการคุยกันใหญ่ก็ไม่มีอะไร มีแต่หน้าของพิธีกรแค่นั้น เว้นแต่ว่าแขกรับเชิญโชว์ของอะไรบางอย่างซึ่งทำให้เราย้อนไปดูวีดีโออีกรอบ แต่พอไม่มีอะไร ก็ฟังแค่เสียง

ซึ่งนี่คือ Podcast ครับ ฟังไป ทำงานไปได้

Podcast คล้าย ๆ การฟังวิทยุ แต่จุดเด่นของ Podcast คือผู้ฟังสามารถเลือกฟังเรื่องแต่ละตอนได้ด้วยตนเอง เหมือนกับเราเลือกดูคลิปวีดีโอใน YouTube ได้ตามใจที่ต้องการ ซึ่งการฟัง Podcast สามารถฟังได้แม้ว่ากำลังทำงานอยู่ หรือกำลังทำอย่างอื่น เช่น ขับรถ ในขณะที่การอ่านบทความมีข้อจำกัดตรงที่เราต้องหยุดมองดูตัวหนังสือเพื่อรับสารนั้น และเผลอ ๆ สารที่เราอ่านอาจไม่เข้าหัว ต้องอ่านหลาย ๆ รอบ ในขณะที่การฟังกลับรับรู้ได้ดีกว่าซะอีก

ชีวิตประจำวันของคนทำงานประจำ หรือแม้แต่ผู้บริหาร, เจ้าของกิจการต่างต้องการความรู้ในทุกวิถีทาง ซึ่งในขณะที่ทำงาน คงไม่สามารถละสายตามาอ่านหนังสือได้ ตรงกันข้าม ช่องทางการฟังทำให้รับรู้ข้อมูลได้พอ ๆ กับการอ่านหนังสือด้วย ดังนั้น บล็อกเกอร์ท่านไหนที่กำลังมองหาสื่อที่นอกเหนือจากการโพสต์บทความ ลองมาทำ Podcast กันครับ

องค์ประกอบของ Podcast

องค์ประกอบหลัก ๆ ของ Podcast แต่ละตอนมีดังนี้ครับ

  • หัวข้อ Podcast
  • เรื่องเล่าของเรา
  • น้ำเสียงของเรา

ส่วนองค์ประกอบรองลงมา จะมีหรือไม่มีก็ได้ ก็มี

  • Title รายการ
  • โฆษณา Tie in
  • เสียง Effect
  • เพลงประกอบ

ข้อควรระวังสำหรับคนทำ Podcast มือใหม่ ๆ คืออย่าตามพวกคลิปดัง ๆ ของช่อง YouTube อย่างพวกใส่เพลงหรือใส่ Effect เสียงจนน่ารำคาญ ถ้าจะฟัง ควรฟัง Podcast จากคนอื่น ๆ เป็นตัวอย่างจะดีที่สุดครับ

ความยาวของ Podcast ตรงนี้แล้วแต่จะเลือกครับ อย่าง 10 นาที, 20 นาที, 30 นาทีหรือมากกว่านั้น ถ้าเป็นไปได้ ควรทำ Podcast ประมาณ 30 นาทีจะดีที่สุด เพราะลักษณะการฟัง Podcast จะไม่เหมือนกับการดูคลิป YouTube ที่การดูคลิป YouTube อาจจะดูแค่ 10 นาทีก็เบื่อกันแล้ว แต่ Podcast ฟังไปทำงานไป เพลิน ๆ ดี

อุปกรณ์ในการทำ Podcast

สิ่งที่ควรมีในการทำ Podcast คือ ไมค์ดี ๆ ที่ให้เสียง 16 Bit ขึ้นไป, แอพตัดต่อเสียงหรือวีดีโอ, Script หยาบ ๆ

cc_microphone_16x9

ไมค์ USB ดี ๆ ที่ให้เสียง 16 Bit ขึ้นไป

เรื่องของไมค์เป็นเรื่องที่สำคัญพอ ๆ กับการหาเนื้อหามาพูด Podcast ซึ่งไมค์ดี ๆ ที่ให้เสียง 16 Bit เป็นไมค์ Condenser USB ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 2,000 บาทไปจนถึง 10,000 กว่าบาท ยอมลงทุนนิดนึง แต่เพื่อ Podcast มีคุณภาพ จนผู้ติดตามอยากจะฟังสิ่งที่เราพูดในหลาย ๆ ตอนครับ

สาเหตุที่ควรเลือกไมค์ USB เพราะไมค์ USB ไม่จำเป็นต้องต่อ Audio Interface ราคาแพง ๆ ใช้งานง่าย สะดวก บางตัวสามารถต่อกับหูฟังเพื่อ Monitor เสียงพูดของเราได้ด้วย ต้องเลือกดูให้ดี ๆ แต่เท่าที่เคยซื้อไมค์มา เจ้าของร้านจะไม่ให้ลูกค้าลองครับ ถ้าอยากฟังคุณภาพเสียง แนะนำว่า ดูรีวิวจากคลิปใน YouTube แล้วฟังเสียงไมค์จะดีที่สุดครับ

แอพอัดเสียง

ใน Windows 10 จะมีแอพ Voice Recorder ซึ่งแอพตัวนี้ให้พร้อมใน Windows 10 เลย แต่ถ้า Windows 8 ลงมา ก็มีแอพ Voice Recorder เหมือนกัน แต่ระบบการเซฟ และ Interface ของแอพอาจจะด้อยไปกว่าของเวอร์ชั่น Windows 10 ใน Mac น่าจะมีแอพอัดเสียงเหมือนกับฝั่ง Windows ซึ่งผมไม่ได้ใช้ Mac แต่เดาว่ามีครับ 55555

แอพตัดต่อเสียง

สำหรับผม จะใช้ Premiere Pro เป็นหลัก เพราะผมทำงานด้านตัดต่อคลิปอยู่แล้ว และสามารถตัดต่อเสียงได้ด้วย โดยหน้าที่ของแอพตัดต่อเสียงคือ เพิ่ม Volume, ใส่ Sound Effect, ใส่ Title หรือลูกเล่นตามที่ต้องการเลย

Script หยาบ ๆ

Script หยาบ ๆ ไม่ใช่ Script ที่เต็มไปด้วยคำหยาบโลน แต่เป็นหัวข้อต่าง ๆ ที่จะพูด ซึ่งถ้าพูดแล้วไม่มี Script หยาบ ๆ ทำให้เราหลงประเด็นที่จะพูด และคนฟังจะรู้สึกเหมือนพูดวกไปวนมา โดยหน้าตาของ Script หยาบ ๆ ประมาณนี้ครับ

Podcast เรื่อง “โซนเด็ด ๆ ในงานมหกรรมหนังสือ”

โซนเด็ด ๆ ในงานมหกรรมหนังสือ

  1. โซนเล่มละ 20 บาท
    – เรื่องที่น่าสนใจ คือหนังสือ Lightroom เล่มเก่า ราคาเพียง 20 บาท
  2. โซน 2morrow มีนักเขียนแจกลายเซ็น
    – ใครชื่นชอบ พลอย เซ่ อย่าลืมไปขอลายเซ็นกับเธอได้เลย
  3. โซนพราว มีนักเขียนชื่อดังแจกลายเซ็น
    – Master Pop พาน้องสาวเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ How to be single in BKK City พร้อมแจกลายเซ็น
  4. บลา บลา บลา

เขียนหัวข้อและเรื่องสำคัญที่จะเล่าครับ เพื่อพูดกับ Podcast แบบไม่มีข้อผิดพลาด และไม่วกไปวนมา

Platform ที่รองรับการลง Podcast

เพื่อน ๆ สามารถเลือก Platform ลง Podcast ของตัวเองได้ตามใจชอบ ซึ่งแต่ละ Platform จะมีข้อดีข้อเสียปะปนกันไปครับ มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

YouTube

ข้อดี : บริการฟรี, คนใช้ Platform นี้เยอะพอสมควร, สามารถสร้างรายได้
ข้อเสีย : ต้องทำตัว Podcast ให้เป็นวีดีโอโดยใส่ภาพนิ่งเฉย ๆ แล้วใส่เสียงลงไป ทำเป็นวีดีโอ, ฟังได้ดีที่สุดเวลาฟังกับคอมพิวเตอร์ หากฟังในมือถือ ถ้าปิดหน้าจอ จะหยุดเล่นทันที, หากมีเนื้อหาที่แรง อาจจะติดเหลือง (โฆษณาไม่ปรากฎ สร้างรายได้น้อยลง)

ยุคนี้เป็นยุคทองของ YouTube มีรายการโทรทัศน์ของไทยเปิดช่อง YouTube และออนแอร์วีดีโอลงช่อง YouTube หรือพวกเพลงต่าง ๆ ก็ลงใน YouTube ซึ่งเปิดฟังได้ฟรี ๆ แต่อาจจะมีโฆษณาคั่นบ้าง หรืออาจมีเสียงพูดเพราะฟัง MV ที่มีเรื่องราว ซึ่งถ้าพูดถึง YouTube ตอนนี้ต้องพูดถึงพวกรายการต่าง ๆ ที่เปิดหน้าตัวเองแล้วออกไปทำอะไรก็ได้ตามที่ YouTube Creator ต้องการ

แต่รู้หรือไม่ เราสามารถใส่ Podcast ลงในช่อง YouTube ของตัวเองได้ด้วย และถ้าผู้ติดตามเกิน 1,000 คนแล้วคนดูวีดีโอเกิน 4,000 นาที เราสามารถทำเรื่องขอให้เปิดรายได้ได้ด้วย แน่นอนครับ ทำ Podcast แล้วสร้างรายได้เป็นอะไรที่ดีมาก ๆ แต่รายได้อาจจะน้อยพอเป็นค่าขนมเพราะค่าเงินที่ได้ของ YouTube ก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย ถ้าเทียบกับยอดวิวเฉลี่ยที่ได้ประมาณ 1,000 กว่า View

เดี๋ยวนี้คนวัยทำงานบางคนทำงานไป ฟังเรื่องราวที่เล่าไปด้วย อย่างพวกสายตัดต่อ, สายแต่งภาพหรือพวกสาย Graphic สามารถทำงานไป ฟังไป แล้วได้ความรู้จาก Podcast ด้วย ได้ 2 ต่อเลยทีเดียวครับ แต่ข้อเสียของ Podcast ของ YouTube คือผู้ฟังไม่สามารถฟังคลิปของเราผ่านมือถือ ถ้าเกิดผู้ใช้งานดันปิดหน้าจอ และหากฟังโดยใช้ Data 4G จะสิ้นเปลือง Data พอสมควร เพราะไฟล์ที่ฟังจาก YouTube เป็นวีดีโอ ไม่ใช่ไฟล์เสียงจริง ๆ

Soundcloud

ข้อดี : เป็นพื้นที่ดี ๆ สำหรับคนติดตาม Podcast ซึ่ง Mission To The Moon ใช้บริการของ Soundcloud อยู่
ข้อเสีย : สำหรับ Creator หากจะใช้งานเต็มที่ ต้องเสียเงินเป็นรายเดือนในราคา $16 ใครที่ไม่ได้มีเงินเยอะอะไรมากมาย ไปหา Platform อื่นดีกว่า, ไม่สามารถสร้างรายได้

ถ้าพูดถึง Podcast ที่นิยมมาก ๆ ของคนไทย ต้องยกให้ Soundcloud เลยครับ เพราุะตัว Soundcloud มีแอพในมือถือ ซึ่งสามารถฟังได้แม้ว่าจะปิดหน้าจอเหมือนกับแอพเล่นเพลงทั่วไป แต่ไม่มีให้ดาวโหลดเก็บไว้ในเครื่อง ถ้าจะฟังข้างนอกบ้านต้องใช้ 4G เหมือนพวก Music Stream App ทั่วไป แต่คงไม่โหลดหนักเหมือนกับคลิป YouTube

แต่ข้อเสียจะตกอยู่ฝั่ง Creator ซะเอง เพราะถ้าจะเอาดีกับการ Podcast ใน Platform Soundcloud จะต้องเสียเงินเป็นรายเดือนถึง $16 เพื่อลง Podcast ได้ไม่จำกัด หากเป็น Basic เราจะลงไฟล์เสียงรวมกันได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงเท่านั้น และที่เสียไป ระบบ Soundcloud ยังไม่มีการสร้างรายได้เหมือนกับ YouTube ด้วย ฉะนั้นคุณต้องมีแหล่งรายได้มากพอที่จะจ่าย $16 ต่อเดือนเพื่อทำ Podcast ใน Soundcloud ครับ

Mixcloud

ข้อดี : ระบบคล้าย Soundcloud แต่ลง Podcast ได้ฟรี ไม่จำกัดจำนวนนาทีรวมทั้งหมด, สามารถ Embbed กับบล็อกของ WordPress ด้วยการ Copy URL
ข้อเสีย : ไม่เป็นที่นิยมในไทย หากจะให้คนฟัง Podcast ต้องมีการแชร์จาก Social Network อื่น ๆ, ไม่สามารถสร้างรายได้

ถ้าใครอยากทำ Podcast แบบเอาลงในเว็บของตัวเองแบบฟรี ๆ แนะนำ Mixcloud เลยครับ ตัว Mixcloud จะมีเวอร์ชั่นฟรีกับเสียเงิน ซึ่งเวอร์ชั่นเสียเงินจะเพิ่มแค่ฟังก์ชั่น Stat, Boost Podcast ของเราแค่นั้น และตัวแอพ Mixcloud มีให้ฟังเหมือน Soundcloud ด้วย ใครที่คิดจะทำ Podcast แนะนำตัวนี้เลย

และที่สำคัญ เราสามารถแชร์ Podcast แบบ Embbed ลงใน Platfrom WordPress ด้วยการก็อปปี้ URL แล้ว Paste ลงไป มันจะปรากฎตัว Playlist แบบนี้ให้ทันทีครับ

ข้อควรระวังในการทำ Podcast

Podcast2015_480x270

หลีกเลี่ยงการใช้เสียงที่มีลิขสิทธิ์

เรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องไม้เบื่อไม้เมาสำหรับ Creator มือใหม่หลาย ๆ คนที่อยากจะสร้างเนื้อหาอะไรก็ได้ แต่ปรากฎว่าชอบเพลง ๆ นั้น อยากใส่ลงไป แต่ปัญหาคือ เพลงนั้นติดลิขสิทธิ์ ทำให้เกิดผลเสียในเนื้อหานั้น เช่น ไม่สามารถสร้างรายได้ หรือมีการบล็อกเนื้อหานั้นออก

งาน Podcast จริง ๆ แทบไม่ต้องใช้เนื้อหาเพลงที่มีลิขสิทธิ์เลย เป็นแค่การพูดอะไรทั่ว ๆ ไป และอย่างที่ผมบอก ไม่ต้องเปิดเพลงคลอก็ได้ คนฟังไม่ได้ซีเรียสเรื่อง BGM เท่าพวกคลิป YouTube ปกติ

หลีกเลี่ยงการพูดที่ใส่อารมณ์มากเกินไป

น้ำเสียงสามารถส่อถึงอารมณ์ของเนื้อหาได้ แต่ถ้าใส่อารมณ์มากเกินไปอย่างตะโกน ด่าทอด้วยเสียงที่แข็งกร้าวตลอดเวลา คนที่รับฟังรู้สึกไม่ชอบ อาจจะโมโหตามมาก็ได้ แม้ว่าจะหรี่เสียง แต่เสียงนั้นก็ไม่ได้น่าฟังติดต่อกันอยู่ดี

ให้พูดเหมือนคุยทั่วไป เพราะคนฟังที่ฟังนาน ๆ ได้ มาจากเสียงพูดที่ปกติ ชัดถ้อยชัดคำ ฟังแล้วเหมือนไม่เหงา เป็นเพื่อนยามเดินทางหรือทำงานครับ

หลีกเลี่ยงการพูดในเนื้อหาที่อาจเกิดดราม่าในภายหลัง

เนื้อหาที่อาจเกิดดราม่าอย่างมีการอ้างถึงบุคคลที่สามในทางที่ไม่ดี หรือวิจารณ์ถึงบุคคลที่สามในทางที่ไม่ชอบ ถ้าเป็นไปได้ ควรเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่นจะดีที่สุด หรือถ้าคันปากอยากพูด ให้พูดชื่ออื่นหรือชื่อที่เลี่ยง ๆ เพราะเดี๋ยวนี้ การฟ้องร้องเรื่องหมิ่นประมาทครอบคลุมถึงการใช้งานอินเตอร์เน็ตแล้ว

ถ้าไม่แน่จริง อย่าใส่ Sound Effect

Sound Effect ถ้ามีก็ดี แต่ถ้าไม่มี ก็ปกติ จะมีไม่มีก็ได้ แต่ถ้าใส่แล้วมันมากไป หรือใส่ผิดจังหวะเวลา ระวัง Podcast จะพังพินาศเพราะเสียง Effect ถ้าไม่แน่จริง อย่าใส่เลยดีที่สุดครับ 55555

ข้อแนะนำสำหรับการทำ Podcast

โดยรวม ๆ พฤติกรรมการใช้งาน Podcast ของไทยเรามักจะใช้งานช่วงที่ทำงานครับ แบบแต่งภาพไป ฟัง Podcast ไป และการฟัง Podcast ของคนทั่วไปต้องการฟัง Podcast ที่น้ำเสียงพูดปกติ ไม่จำเป็นต้องใส่ Sound Effect ให้หวือหวา ซึ่ง Podcast จะทำก็ได้ หรือไม่ทำก็ได้

สำหรับผม ถ้าเป็นไปได้ ควรทำเอาไว้ครับ เพราะบางที คนที่รับสารเค้าอยากรับรู้เรื่องราวของเราผ่านทางคำพูดครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.