กล้องตัวไหนถ่ายงานรับปริญญาได้

ช่างภาพหลาย ๆ คนที่เริ่มต้นอยากมีกล้องเป็นของตัวเองและรับงานถ่ายภาพต่าง ๆ เรื่อย ๆ มักจะศึกษากล้องที่เหมาะกับการรับงาน ซึงหลาย ๆ คนจะแนะนำกล้อง Full Frame เลย รับได้ทุกงาน อะไรแบบนี้

แต่สำหรับผม ถ้าแนะนำเลย ควรเป็นกล้องที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้และความใหญ่ของเซนเซอร์อยู่ที่ Micro Four Thirds ขึ้นไป (ชาว Micro Four Thirds มีเฮ!!) แต่ข้อควรรู้คือ บอดี้ควรเป็นแบบ DSLR และบอดี้สีดำอย่างพวก Panasonic G9, Fujifilm XT-3, Olypus OMD EM-1 Mark II เอาง่าย ๆ เอากล้องที่ช่องมองภาพอยู่ตรงกลางและเลนส์ใหญ่พอประมาณ แค่นี้ลูกค้าก็มั่นใจว่าเรามีกล้องโปรแล้ว

กล้องเซนเซอร์ Micro Four Thirds

Z-olympus-pen-f-beauty

ข้อดี : บอดี้น้ำหนักเบา, เลนส์น้ำหนักเบา, ราคายังสามารถจับต้องได้ บอดี้กล้องระดับ High End ยังอยู่ 5 หลัก ไม่ได้ทะลุเป็น 6 หลัก, เลนส์เกรดโปรราคาไม่แรง, ใช้เลนส์ได้ทั้งของ Olympus, Panasonic
ข้อเสีย : Dynamic Range น้อยกว่าเซนเซอร์ APS-C, Full Frame, ถ่ายในที่มืดไม่ดีเท่ากล้อง Full Frame, ความน่าเชื่อถือน้อยกว่ากล้องแบบ Full Frame, ละลายหลังได้ไม่เก่งเท่ากล้องเซนเซอร์ Full Frame

กล้องเซนเซอร์ Micro Four Thirds ในปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม New Entry ที่ชอบการถ่ายภาพโดยไม่ได้หวัง Feature ที่ซับซ้อนไปมากกว่าการเซลฟี่ ซึ่งเอาจริง ๆ กล้องเซนเซอร์แบบนี้กลับน่าใช้งานพอ ๆ กับกล้องที่เซนเซอร์ใหญ่กว่าเพราะน้ำหนักที่เบากว่า พกพาสะดวก เลนส์ไม่ได้ใหญ่มาก สามารถถ่ายได้อะไรได้ตามที่สะดวก และงานถ่ายภาพรับปริญญามักจะจัดช่วงตอนกลางวัน ซึ่งกล้องเซนเซอร์ Micro Four Thirds ที่มีจุดอ่อนกับการถ่ายภาพตอนกลางคืนจะไม่เจอปัญหาถ่ายภาพแล้วเป็นวุ้นแน่นอน

หากอยากจะใช้กล้อง Micro Four Thirds แบบจริง ๆ จัง ๆ ด้านงานถ่ายภาพบุคคล จริง ๆ อยากให้ไปกล้องเซนเซอร์ Full Frame ไปเลย แต่ถ้าเกิดงบจำกัด รู้สึกหลงรักกล้องเซนเซอร์เล็ก ๆ อย่างตัวนี้เพราะน้ำหนักที่เบา พกพาสะดวก ผมมีข้อแนะนำมาฝากครับ

  • หลีกเลี่ยงการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ เพราะกล้องเซนเซอร์ Micro Four Thirds มีเซนเซอร์ค่อนข้างเล็ก และแม้ว่าเลนส์กล้องจะเป็นเลนส์ Prime ที่รูรับแสงกว้าง ๆ แต่ด้วยระยะที่น้อยกว่ากล้อง Full Frame ทำให้การเบลอหลังทำได้ไม่ดีเท่ากล้อง Full Frame และในความเป็นจริง เราไม่จำเป็นต้องถ่ายให้หน้าชัดหลังเบลอเสมอไป เพียงแค่เอาแบบมาอยู่หน้า Background ที่สีไม่โดดเกินไป หรือเล่นกับ Background ได้ เช่น พื้นผนังสีอ่อนเรียบ ๆ พื้นผนังสีเข้มเรียบ ๆ หรือพื้นผนังที่มีลาย Graffiti ที่เล่นกับคนที่จะถ่ายภาพ แค่นี้ก็ได้ภาพถ่ายบุคคลที่เก๋แล้ว
  • ควรหาบอดี้กล้องที่ละม้ายคล้ายคลึง DSLR และบอดี้ต้องสีดำด้วย หลีกเลี่ยงซื้อกล้องรูปทรง Rangefinder เพราะในสายตาของคนทั่วไป กล้องหน้าตา Rangefinder ไม่ใช่กล้องเพื่อถ่ายรับงาน (ซึ่งต้องยอมรับจริง ๆ)
  • ระวังราคาขายต่ออาจจะน้อย เนื่องจากว่าปัจจุบันกล้อง Full Frame ราคาถูกลง และเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้น ช่างภาพหลาย ๆ คนหากจะซื้อกล้องมือสองกัน จะซื้อกล้องที่มีเซนเซอร์ Full Frame ซะมากกว่าเพราะเหมือนได้อัพเกรดกล้องจากกล้องเซนเซอร์เล็ก ๆ ไปเซนเซอร์ใหญ่ ๆ อย่างมาก กล้อง Mircro Four Thirds มือสองอาจขายได้กับคนที่อยากมีกล้องเล็ก ๆ เอาไว้พกพาสะดวก เอาไว้ทำไฟล์ขายใน Stock แทน
DSC00741
กล้อง Micro Four Thirds มีจุดอ่อนเรื่องการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ แต่ในความเป็นจริง การถ่ายภาพบุคคลให้สวยมีวิธีหลายวิธี หนึ่งในวิธีที่แนะนำคือการถ่ายกับ Background เป็นสีเดียวกันแบบนี้
panasonic-lumix-g9-review-1285-1500x1000
หากหลงใหลเซนเซอร์ M43 มาก ๆ อยากให้เริ่มต้นกับกล้องบอดี้ดำรูปทรง DSLR ครับ

กล้องเซนเซอร์ APS-C

 

478581-best-mirrorless-cameras

ข้อดี : Fujifilm ทำกล้องขนาดเซนเซอร์นี้ และต้องการผลักดันให้กล้องเป็นระดับ High-End, กล้องระดับ New Entry หลาย ๆ เจ้าจะใช้เซนเซอร์ตัวนี้กัน, มีเลนส์มือหมุนจากจีนผลิตเพื่อกล้องเซนเซอร์ตัวนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งราคาถูก, น้ำหนักปานกลาง, ราคาบอดี้ของกล้องระดับ High-End ยังไม่เกินแสน
ข้อเสีย : Mount ของแต่ละค่ายใช้ร่วมกันไม่ได้, ปัจจุบัน เลนส์ค่ายของ Sony ที่ผลิตเพื่อกล้องเซนเซอร์ APS-C มีน้อยอยู่ ผิดกับที่เลนส์ Full Frame ผลิตออกมาต่อเนื่อง, Dynamic Range ต่ำกว่ากล้อง Full Frame, ถ่ายในที่มืดไม่ดีเท่ากล้อง Full Frame, ความน่าเชื่อถือน้อยกว่ากล้องแบบ Full Frame, ละลายหลังได้ไม่เก่งเท่ากล้องเซนเซอร์ Full Frame (แต่ยังพอละลายได้อยู่)

ณ ตอนนี้ กล้องเซนเซอร์ APS-C ถือว่าเป็นกล้องขวัญใจมหาชนชาวไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะในประเทศไทย กล้องของค่าย Fujifilm ขายดีเป็นเทน้ำเท่า ซึ่งกล้องที่ว่าเป็นกล้องระดับ New Entry อย่าง Fujifilm ตระกูล XA ที่ใช้ขนาดเซนเซอร์ APS-C และด้วยความขายดิบขายดีแบบนี้ แต่ปรากฎว่า คนที่ซื้อกล้องหลาย ๆ คนอยากได้เลนส์ที่ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ จึงทำให้พ่อค้าชาวจีนหัวใสผลิตเลนส์ราคาจับต้องได้อย่าง Meike 35mm f1.7 หรือพวก Fujian 35mm f1.7 อะไรพวกนี้ โดยเลนส์ราคาถูกที่คุณภาพดีพอรับงานได้ ก็มี Geekster 35mm f1.6 และมีเลนส์ราคาถูกอื่น ๆ เพิ่มเติมอย่าง 7Artisans 55mm f1.4,  Wesley 24mm f1.8 ซึ่งเลนส์เหล่านี้ข้อดีคือ ราคาจับต้องได้ แต่ข้อเสียคือ คุณภาพก็สมกับราคา เพราะเลนส์บางตัวสีไม่ค่อยสด หรือมันชัดเฉพาะตรงกลางภาพอย่างเดียว หรือแถมพวก Vignette ซะงั้น

ช่างภาพมือใหม่เก็บพอร์ต มาถ่ายภาพ Candid ในงานรับปริญญากัน

แต่ถ้าถามว่า เลนส์พวกนี้สามารถรับงานถ่ายภาพได้ไหม คำตอบคือ “ได้” แต่อาจจะได้ในราคาไม่เกินหมื่น หากราคาเป็นหมื่นคงต้องพึ่งเลนส์ที่มีราคาจริง ๆ

จุดเด่นของ APS-C คืออยู่ตรงกลางระหว่างกล้อง Full Frame กับกล้อง Micro Four Thirds ซึ่งเซนเซอร์ใหญ่ขึ้นและถ้ามีเลนส์ดี ๆ สามารถถ่ายให้ละลายหลังได้ดีใกล้เคียงกับกล้อง Full Frame เลยทีเดียว และน้ำหนักโดยรวมถือว่าเบากว่ากล้อง Full Frame ซึ่งปัจจุบัน ทาง Sony เองได้ผลิตกล้อง Full Frame ที่น้ำหนักเบา แต่ดันมาหนักตรงเลนส์ซะงั้น โดยเลนส์ APS-C จะสมส่วนกับตัวบอดี้ ไม่ใหญ่ ไม่เล็กเกินไป สมดุลดี

แต่ข้อเสียของกล้อง APS-C คือเลนส์แต่ละยี่ห้อไม่สามารถใช้ข้ามค่ายได้ อย่างถ้าซื้อกล้องของ Sony แล้ว จะใช้แต่เลนส์ที่ผลิตเฉพาะกล้องของ Sony เท่านั้น หรือถ้าใช้กล้องของ Fujifilm ก็จะใช้เลนส์จากกล้อง Fujifilm เท่านั้น

DSC07736

ส่วนข้อแนะนำสำหรับกล้อง APS-C มีดังนี้ครับ

  • มองหาบอดี้กล้องรูปทรง DSLR, SLR พยายามหาบอดี้กล้องที่ช่องมองภาพอยู่ตรงกลาง เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักจะมองกล้องคุณภาพดีรับงานทั่วไปว่าเป็นกล้องรูปทรง SLR ซึ่งถ้าเป็น DSLR เซนเซอร์ APS-C อย่างของ Canon, Nikon จะไม่มีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น เนื่องจากบอดี้เป็น DSLR จริง ๆ ครับ ไม่ใช่ Mirrorless ที่ทำเนียนเป็น DSLR ส่วนกล้อง Mirrorless ที่หน้าตาเป็น DSLR อยู่ คือกล้อง Fujifilm XT-20, XT-2, XT-3, XH-1, GFX50S แน่นอนว่า ควรเลือกสีดำ เพื่อความดูโปร
  • ถ้าจะจริงจังกับ APS-C ควรไปที่ Fujifilm เลย เพราะ ณ ตอนนี้ เลนส์ Fujifilm มีแทบจะทุกช่วง แต่น้อยคนจริง ๆ ที่อยากจบที่ APS-C ส่วนใหญ่จบที่ Full Frame มากกว่าเนื่องจากช่างภาพบางคนมองว่า กล้อง Full Frame สามารถทำอะไรได้หลายอย่างมากกว่า และถ่ายในที่มืดได้ดีกว่ากล้อง APS-C
  • โชคดีที่ในประเทศไทย กล้องที่นิยมคือกล้องของ Fujifilm และด้วยความที่ Fujifilm ส่วนใหญ่ใช้ขนาดเซนเซอร์ APS-C ทำให้ทางบริษัทของจีนผลิตเลนส์ทางเลือกราคาถูกเพื่อให้ทุก ๆ คนสามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้ในราคาที่จับต้องได้ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ซื้อเลนส์ระยะ 35mm กับ 55mm ใช้บ่อยแน่นอน

กล้องเซนเซอร์ Full Frame

full-frame-digital-cameras-sony-7r-nikon-d610

ข้อดี : เป็นกล้องที่ใช้งานเหมาะกับงานมืออาชีพมาก, บอดี้กล้องส่วนใหญ่ดูมืออาชีพ, เป็นกล้องที่ช่างภาพหลาย ๆ คนอยากมี, เป็นกล้องที่สามารถรับงานได้แทบจะทุกงาน, Dynamic Range กว้าง, การละลายฉากหลังทำได้ดีมาก, รับแสงได้มาก เหมาะกับถ่ายกลางคืน ซึ่ง Noise ไม่ค่อยมี, ถ่ายแล้วดูดี
ข้อเสีย : เลนส์น้ำหนักเยอะ, ราคาเริ่มต้นค่อนข้างแพง แต่เดี๋ยวนี้พวกกล้องตกรุ่นกลับราคาถูกลงแบบมหาโหด สามารถซื้อมารับงานได้, หากเอาไปถ่ายพวก Street อาจถูกเพ่งเล็ง เนื่องจากส่วนใหญ่บอดี้กล้องเป็แบบ SLR

กล้องเซนเซอร์ Full Frame เป็นกล้องที่ช่างภาพหลาย ๆ ท่านต่างต้องการเพื่อเป็นเจ้าของ เพราะเป็นกล้องที่สามารถรับงานทั่วไปได้แทบจะทุกงาน ไม่ว่าจะเป็นงาน Event กลางคืน, งานรับปริญญา, งานแต่งงาน, งานบวช, งานสตูดิโอ ฯลฯ ซึ่งงานบางงานจะกำหนดเลยว่า ต้องใช้กล้องเซนเซอร์ Full Frame ขึ้นไปเท่านั้น

ในปัจจุบัน กล้อง Mirrorless Full Frame มีการแข่งขันที่ดุเดือดมากยิ่งขึ้น เพราะแต่ก่อน Sony เป็นเจ้าเดียวที่ผลิตกล้อง Mirrorless Full Frame แต่ในปัจจุบัน กล้อง Mirrorless Full Frame ตอนนี้ก็มีของ Canon, Nikon, Panasonic ในอนาคตจะมีการแข่งขันดุเดือดมากกว่าเดิม และสุดท้ายแล้ว คนที่ได้ผลประโยชน์คือผู้บริโภคอย่างเรา ๆ

DSC07307

สำหรับงานรับปริญญา กล้องเซนเซอร์ Full Frame เหมาะมากที่สุด เพราะมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่ไปถ่ายมักจะมีต้นไม้ เราสามารถถ่ายเก็บโบเก้งาม ๆ ได้ไม่ยาก และการเคลื่อนไหวของบัณฑิตไม่ได้เยอะถึงระดับงานกีฬา ซึ่งกล้อง Full Frame รุ่นเก่า ๆ อาจมีปัญหาเรื่อง Autofocus ที่ช้า ดังนั้น ใช้กล้อง Full Frame เถอะ

ข้อแนะนำมาดูกันเลย

  • ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีเลนส์ Prime อย่างน้อย 2 ตัวอย่าง 50mm กับ 85mm เพราะเลนส์ทั้ง 2 ตัวนี้ เหมาะกับการถ่าย Portrait มาก ๆ แต่ถ้ามีเงินเหลือ หาเลนส์ 35mm ใช้ด้วย
  • แต่ถ้าไม่ชอบการพกเลนส์เยอะ ๆ สามารถซื้อเลนส์ซูมเกรดโปรเอาไว้ใช้งานครอบจักรวาล ซึ่งพวกเลนส์ซูมเกรดโปรมีค่า f ที่คงที่ สามารถทำโบเก้ได้ถ้าซูมระยะสุด อันนี้ก็ใช้ได้ จะได้ไม่ต้องพกเลนส์เยอะ ๆ แต่เลนส์ซูมตัวใหญ่คงใหญ่น่าดูและน้ำหนักต้องแบกเยอะ อาจจไม่เหมาะกับสาว ๆ ร่างบางที่ต้องถือกล้องที่ติดเลนส์ซูม เพราะมันหนักจริง ๆ
  • ไม่ใช่มีแค่กล้องกับเลนส์ หากระเป๋ากล้องดี ๆ ด้วย ต้องดูว่าใช้กล้องกี่ตัว ให้เลนส์กี่ตัว คำนวณให้ดี ๆ พยายามหากระเป๋ากล้องที่พอดีตัว ไม่ใหญ่เกินไป เพราะงานถ่ายรับปริญญามีการเดินไปเดินมาครับ
  • หากใช้กล้องระดับ Full Frame ควรหากล้องที่ใส่ Memory Card ได้ 2 Slot เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล ซึ่งงานถ่ายภาพแนว ๆ Event พวกนี้พลาดไม่ได้ เพราะถ้าพลาดคืออนาคตของการถ่ายภาพพังแน่นอน ในเมื่อมามืออาชีพก็เอาให้สุด ๆ เลย

กล้องเซนเซอร์ Medium Format

hasselblad-x1d-50c-camera-body-silver

ข้อดี : Dynamic Range กว้างที่สุดในบรรดากล้องต่าง ๆ, การทำหน้าชัดหลังเบลอทำได้ดีกว่ากล้องเซนเซอร์ Full Frame, การถ่ายในที่มืดทำได้ดีมาก ๆ เพราะขนาดเซนเซอร์ที่ใหญ่มาก
ข้อเสีย : ราคาแพงมากที่สุดในบรรดากล้องที่ใช้, น้ำหนักกล้องและเลนส์เยอะมากที่สุด, กล้อง Medium Format บางตัวรูปทรงแปลกประหลาด หากถือไปใช้ถ่ายจะถูกเพ่งเล็งมากกว่ากล้องตัวอื่น ๆ, พกพาลำบากมาก เหมาะกับอยู่ในสตูดิโอหรืองาน Event ที่ไม่ได้กว้าง, ระบบโฟกัสอาจทำงานช้ากว่ากล้องที่เซนเซอร์เล็กลงมา

น่าแปลกที่คนส่วนใหญ่มักไม่พูดถึงกล้องขนาดเซนเซอร์ Medium Format เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของราคาที่แพงเกินเอื้อม ไม่ได้เหมาะกับทุก ๆ คน และการทำงานของกล้องตัวนี้เอาไว้เพื่องานเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง ไม่ได้เอาไว้ถ่ายเล่น ๆ ซึ่งกล้องระดับ Medium Format ถ้าถามว่า เอาไปถ่ายงานรับปริญญามันเหมาะไหม คำตอบคือ มีทั้งเหมาะและไม่เหมาะ

ถ้าเหมาะมาก ๆ คือ เอาบัณฑิตถ่ายในสตูดิโอหรือพื้นที่ที่มีการเซตเพื่อถ่ายจริง ๆ จัง ๆ อย่างพวกตึกร้าง โกดังร้าง ซึ่งรวมถึงมีการเซตไฟด้วย ซึ่งการถ่ายแบบนี้ค่อนข้างลงทุนสูงอยู่ หรือถ้ามีสตูดิโอส่วนตัว ก็เอากล้อง Medium Format ไปถ่ายได้เช่นกัน

แต่จะไม่เหมาะเลยถ้าบัณฑิตอยากให้ถ่ายในมหาวิทยาลัยโดยสั่งให้เดินไปเรื่อย ๆ ไปตรงนี้ ตรงนั้น ตรงโน้น เพราะกล้อง Medium Format หนักเอาเรื่องอยู่ ซึ่งถ้าเป็นคนที่ชอบเดินไปเรื่อย ๆ แนะนำว่า พกเลนส์ Prime ระยะ Normal กับ Telephoto ไปก็พอ ไม่ควรเอาเลนส์ซูมเพราะขนาดเลนส์ซูมมันมหึมาแน่

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งทางเราได้แค่แนะนำว่ากล้องตัวไหนเหมาะกับอะไร

กล้องฟิล์ม

ทุกวันนี้ยังมีคนรับงานถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มอยู่ แม้ว่ากรรมวิธีค่อนข้างยุ่งยาก อย่างหลังจากถ่ายเสร็จต้องเอาไปล้างฟิล์มในห้องมืด ๆ แต่เสน่ห์ของกล้องฟิล์มก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทั้งความคมชัดที่ไม่ได้เยอะ สีที่เพี้ยน ๆ เขียว ๆ ม่วง ๆ แม้ว่าตอนนี้มีแอพแต่งภาพที่ใกล้เคียงกับภาพจากกล้องฟิล์มอย่าง VSCO แต่ภาพจากกล้องฟิล์มยังไงก็เป็น Original อยู่ดี ไม่สามารถไปแก้ไขอะไรได้

โดยประเภทของกล้องฟิล์มขอแยกเป็น 2 แบบครับ

กล้องฟิล์มกลัก

mainfilm_1

ข้อดี : รูปลักษณ์กล้องมันสวย มันเท่ มันดูดี ถือแล้วมีคนสนใจ, ให้ภาพสีเพี้ยน ๆ แต่มีเสน่ห์, ราคาส่วนใหญ่ไม่ถึงหมื่น สามารถจับจองเป็นเจ้าของง่าย
ข้อเสีย : ต้องเข้าสู่กระบวนการล้างฟิล์มซึ่งยุ่งยาก และร้านรับล้างฟิล์มตอนนี้มีน้อยมาก, การถ่ายภาพด้วยฟิล์มกลักแต่ละอันจะได้ประมาณ 36 ภาพ ภาพที่ถ่ายจริง ๆ ไม่มีการลบ มีแต่ “ถ่ายไปแล้ว” และไม่สามารถถ่ายมั่ว ๆ เพราะเรื่องของต้นทุนฟิล์มกลัก, ระบบกล้องฟิล์มส่วนใหญ่เป็นแบบ Manual ต้องตั้งค่าเอง, ISO ของกล้องฟิล์มขึ้นอยู่กับฟิล์มที่ใช้ ที่เห็นมี ISO สูงสุด 400 มีปัญหากับการถ่ายที่มืดแน่ ๆ, กล้องฟิล์มแบบ Compact ที่ปรับอะไรได้ไม่เยอะมักจะทำหน้าชัดหลังเบลอไม่ได้และต้องถ่ายตอนกลางวัน

DSC07575

ตอนที่ผมเข้าไปถ่ายบัณฑิตที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมสังเกตเห็นหนุ่ม ๆ สาว ๆ บางคนถือกล้องฟิล์ม ซึ่งมีทั้งแบบ SLR กับ Rangefinder นาน ๆ ทีจะเห็น SLR ครับ ซึ่ง Rangefinder ก็มาตั้งแต่ Yashica จนไปถึง Leica เลยก็มี (มันก็จะก้า ๆ หน่อย) ซึ่งถ้าเดา ๆ น่าจะพกเลนส์ Prime เพราะยุคนั้นกล้องยังใช้เลนส์ Prime อยู่ ถ้าเป็นซูมจะเป็น Tele ซึ่งยุคนั้นยังไม่ฮิตเลนส์ซูมเพราะ ISO กล้องฟิล์มมันน้อย  ในขณะที่เลนส์ซูมเป็นเลนส์ที่กินแสงเอาเรื่อง ไม่อยากให้มองว่าบางคนถือเอาไว้เท่ ๆ เพราะบางคนเค้าเอาไปถ่ายจริง ๆ เลยกลายเป็นว่า ปัจจุบัน กล้องฟิล์มยังมีคนใช้อยู่

ช่างภาพที่ยังรับถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มที่เห็น ๆ เลยคือ Takoyaki Photo คนนี้ใช้กล้องฟิล์มถ่ายงาน Portrait ครับ ภาพออกมาค่อนข้างหน้าชัดหลังเบลอ สวย สีออกโทนฟิล์มออกแนว ๆ เขียว ๆ เหลือง ๆ ฟ้า ๆ หน่อย โดยรวมถือว่าดูดีมีเสน่ห์มาก

กล้องฟิล์มแบบถ่ายแล้วได้ภาพทันที (พวกกล้อง Polaroid)

864x576x2

ข้อดี : มันยังเป็นกล้องฟิล์มอยู่, รูปร่างหน้าตาแปลกมาก ส่วนใหญ่เอามาจากกล้องสมัยก่อนและทำให้มันเก๋อีกที, เป็นกล้องฟิล์มที่ถ่ายแล้วได้ภาพทันที, มันเป็นกล้อง Medium Format
ข้อเสีย : เนื่องจากว่าเป็นกล้องฟิล์ม ทำให้ระบบ Auto จากกล้อง Digital ทำไม่ได้เต็มที่ ส่วนใหญ่ระบบจะเป็น Manual, ช่องมองภาพเป็นแบบ Rangefinder กล้องบางตัวอาจเกิดปรากฎการณ์ Parallax Error, การโฟกัสต้องโฟกัสแบบ Manual ซึ่งโฟกัสแบบหยาบ ๆ, รูรับแสงกล้องพวกนี้แคบ มีปัญหากับการถ่ายในที่มืด (แต่แก้ได้ด้วยการเปิดแฟลช) ซึ่งกล้องพวกนี้รูรับแสงอยู่ที่ f11 (แต่เนื่องจากเป็นกล้อง Medium Format หากจะเทียบกับกล้อง Full Frame จะประมาณ f5-f7), ไม่สามารถถ่ายรับงานแบบกล้องฟิล์มและกล้อง Digital แบบจริง ๆ จัง ๆ แต่ถ่ายเพื่อเป็นโปรโมชั่นแถมภาพจากกล้อง Polaroid ก็ดีเหมือนกัน, ฟิล์มกล้องพวกนี้ราคาแพงอยู่ กล้อง Polaroid บางตัวบังคับให้ใช้ฟิล์มของตัวเองอย่างกล้องยี่ห้อ Polaroid ไม่สามารถใช้กับฟิล์ม Fujifilm Instax ได้

แม้ว่าตอนนี้กล้องฟิล์มแบบถ่ายแล้วได้ภาพทันที ตลาดไม่ได้กว้างมาก มีคนใช้ไม่กี่คน แต่ถ้าลองมองดี ๆ การเป็นเจ้าของกล้องฟิล์มแบบถ่ายแล้วได้ทันทีอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นกับอนาคตสำหรับช่างภาพ ซึ่งแน่นอนว่า คนทั่วไปอาจไม่ได้อยากได้กล้องฟิล์มแบบนี้ เนื่องจากใช้ระบบฟิล์มซึ่งถ่ายแล้วต้องเสียเงินซื้อค่าฟิล์มเรื่อย ๆ การถ่ายทุกครั้งมีเรื่องของต้นทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง บางคนข้ามไปอยากได้กล้อง Mirrorless แบบ New Entry เอาไว้เซลฟี่อะไรแบบนี้ไปเลย หรือบางคนเซลฟี่จากกล้องโทรศัพท์มือถือก็เป็นเรื่องปกติ

ด้วยความที่คนทั่วไปกลัวถ่ายแล้วเสียดายภาพ เลยกลุ่มเป้าหมายของกล้องฟิล์มแบบนี้ตกอยู่ที่คนที่ฐานะดีจนถึงช่างภาพ อาจจะสงสัยว่า กล้องพรรค์นี้มันเหมาะกับช่างภาพเหรอ คำตอบคือ “เหมาะ”

แล้วกล้องฟิล์มแบบถ่ายแล้วได้ภาพทันทีราคาจับต้องได้ แต่ถ่ายทีนึงมีต้นทุน แล้วได้ภาพที่สามารถจับต้องได้จริง ๆ เลยยิ่งเหมาะกับการใช้กล้อง Polaroid หากินเป็นอย่างยิ่ง อย่างเวลาเรารับงานถ่ายภาพก็ออกโปรโมชั่น รับภาพ Polaroid ไปฟรี ๆ แต่อาจจะเพิ่มราคาด้วยก็ได้ ซึ่งในปัจจุบัน ภาพถ่ายกลายเป็นไฟล์ Digital ที่ไม่สามารถจับต้องได้ ในขณะที่บางคนยังเห็นคุณค่ากับภาพถ่ายที่สามารถจับต้องได้ และด้วยขนาดภาพ Polaroid สามารถพาไปไหนมาไหนสะดวก ทำให้การถ่ายภาพด้วยกล้อง Polaroid เป็นทางเลือกของลูกค้าที่อยากได้ภาพฟิลลิ่งฟิล์มและได้ภาพทันที

อย่าลืมว่าภาพที่เราถ่ายในวันงาน ลูกค้ายังไม่ได้ภาพทันที แต่การที่ลูกค้าได้ภาพจากกล้อง Polaroid ก่อน ลูกค้าจะรู้สึก Happy เลยครับ

สรุป

กล้องแทบจะทุกตัวสามารถถ่ายงานรับปริญญาได้หมดครับ แต่ถ้าถ่ายแล้วเพื่อหาเงินกับทางนี้ ก็อย่างที่ผมแนะนำไปข้างต้น แม้แต่กล้องฟิล์มก็หาเงินกับสายนี้ได้ เพียงแต่ควรมีกล้อง Digital เป็นกล้องหลัก เพราะปัจจุบัน ไฟล์ภาพ Digital สามารถต่อยอดทำอะไรต่าง ๆ ได้เยอะกว่าการเก็บสะสมไว้ใน HDD อย่างเอาไปอัด เอาไปรวบรวมทำ Album ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งกล้องแต่ละตัวมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยที่ช่างภาพควรทำความรู้จักกับมัน เพื่อรีดประสิทธิภาพการใช้งานของกล้องให้มากที่สุดครับ

อย่างไรก็ตาม งานถ่ายภาพรับปริญญาเป็นงานที่ได้รายได้ไม่ค่อยเยอะ และคู่แข่งที่มาสายนี้เยอะมาก ดังนั้น ต้องทำใจกับการถ่ายภาพสายนี้ครับ หรือไม่ก็ทำงานอื่น ๆ อย่างรับงาน Freelance ด้านอื่น, ขายภาพใน Stock, เขียนบทความรีวิวหรือทำคลิปรีวิว YouTube ก็ดี

การถ่ายหน้าชัดหลังเบลออาจจะไม่ใช่ทุกสิ่ง การถ่ายภาพบุคคลให้สวยจริง ๆ มีองค์ประกอบอะไรมากมาย และเดี๋ยวนี้การถ่ายภาพบุคคลเริ่มไม่ได้ใส่ใจกับหน้าชัดหลังเบลอแล้ว แต่หันไปโฟกัสกับ Background มากกว่า

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.