พูดถึง Fujifilm X-E3

ไม่รู้ว่า ซีรีย์ E มันย่อมาจากอะไร แม้แต่ T ก็เหมือนกัน งงอยู่ มันมาจากอะไรเนี่ย ซึ่งซีรีย์ T เป็นกล้องรูปลักษณ์ SLR และมีแยกย่อยอีก หาก T แล้วตามด้วยเลขหลักเดียว จะเป็นรุ่นท็อป หากเป็น T แล้วตามด้วยเลขหลักสิบ จะเป็นรุ่นกลาง 

จากที่ลองใช้กล้อง Fujifilm รุ่นอื่น ๆ พบว่ารุ่นกลาง ๆ มักใช้วัสดุที่ง้องแง้งอยู่ แต่คงไม่ใช้ X-E3 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่และวัสดุน่าจะดีกว่าเดิม (มั้ง) ตรงนี้ยังคอนเฟิร์มไม่ได้เพราะยังไม่ได้ลองจับตัวเป็น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เวลาเราไปงานกล้องต่าง ๆ พวกตัวโชว์ของ Fujifilm มักเอารุ่น X-T20 มาเป็นรุ่นกลาง ไม่เอา X-E2 มาจับลูบ ๆ คลำ ๆ บ้างเลย แต่ถ้าถามว่าใช้ง่ายไหม ผมมองว่าง่ายนะ แต่เทคโนโลยีเรื่องความเร็วโฟกัสยังไม่โอเคเท่าไร ไม่เป็นไป ทดแทนด้วยไฟล์ภาพ JPEG ที่สวยพร้อมใช้โพสต์ลง Social Network ได้เลย (เพราะ Fujifilm เค้าผลิตฟิล์มมาอยู่แล้ว พอผลิตกล้องก็เอาสไตล์สีจากฟิล์มมาใช้กลับกล้องตัวเองอีกครั้ง

pic_01

Fujifilm X-E3 เป็นกล้องรูปลักษณ์ Rangefinder ส่วนตัวผมชอบรูปลักษณ์ของ Rangefinder มากนะ คือมันดูน่ารัก ดูไม่จริงจังเกินไป รูปลักษณ์คล้ายกล้อง Compact ที่ขายกันราคาถูก ๆ ไม่เกินหมื่น เหมือนกล้องฟิล์มที่ดูน่ารัก ๆ หน่อย พอเอานางแบบมาใช้เป็นพร็อพประกอบการถ่ายภาพก็ยังได้ ซึ่งกล้อง Mirrorless รูปลักษณ์ Rangefinder ที่ขายกันก็มีไม่เยอะเท่าไร หาก Sony ก็จะเป็นซีรีย์ a6x00 ซึ่งภาพลักษณ์ภายนอกหากเอาเลนส์มือหมุนมาติดมันดูเท่อย่างบอกไม่ถูก หรือ Olympus Pen F ที่มีความเป็น Rangefinder มาเอง 100% (จริง ๆ ซีรีย์ Pen ของ Olympus เป็นแบบ Rangefinder แต่ PL-10 ดูเป็นกล้อง Compact ซะงั้น) และก็ Panasonic Lumix GX series

ซึ่งรูปลักษณ์ Rangefinder ก็ถือเป็นรูปลักษณ์ยอดฮิตเหมือนกัน และบริษัทที่ผลิตกล้อง Mirrorless ก็ผลิตครบเรียบร้อยแล้ว

คราวนี้มาดูกันว่า Fujifilm XE-3 มีอะไรใหม่ ๆ เด็ด ๆ บ้าง

ใช้ Xtrans-CMOS

เพราะ Fujifilm เป็นบริษัทผลิตกล้องที่ค่อนข้างอินดี้พอสมควร (กล้องรุ่นใหม่หน้าตา Vintage แถมปุ่มปรับอะไรหลายอย่างมันช่างย้อนยุคถึงขั้นหมุน ๆ แกรก ๆ ค่า ISO, Shutter Speed) และตอนนี้เหมือน Fujifilm รู้ตัวเองแล้วว่า “ตูเอาดีด้าน APS-C ดีกว่า” แล้วยิ่งไปกว่านั้น เซนเซอร์ขนาด APS-C รุ่นกลางถึงสูงดันใช้ APS-C ที่พัฒนาด้วยตนเอง แล้ว X-Trans CMOS เลียนแบบการเรียงตัวของโมเลกุลในฟิล์ม ซึ่ง X-Trans CMOS เวลาถ่ายผ้าที่เรียงเป็นตาข่ายเยอะ ๆ จะไม่เกิดปัญหา Moiré ให้กวนใจ แถม X-Trans CMOS สามารถโฟกัสภาพแบบ Split Screen แบบกล้อง SLR รุ่นเก่า ๆ อีก (สำหรับเลนส์มือหมุน) นี่มันโอ้โห!!

แต่ความจริงแล้ว ปัญหา Moiré มันเกิดได้ทุกครั้ง ขนาด Xtrans เคลมว่าจะไม่เกิด Moiré บางทีก็มีให้เห็น ดังนั้นอย่าไปเชื่อมาก

อัดวีดีโอ 4K ได้

pic_08

ถ้า X-E3 ราคาถูกกว่า Sony a6300 ผมว่าซื้อ X-E3 แน่นอน

เพราะว่า Sony a6300 ราคาแพงเอาเรื่องอยู่ ซึ่งแพงกว่า a6000 เกือบเท่าตัว แต่ Fujifilm X-E3 มาพร้อมกับการอัดภาพ 4K แบบนี้ ต้องดูกันอีกทีครับ และรุ่นนี้ทาง Fujifilm เคลมว่าสามารถโฟกัสได้เร็วถึง 0.06sec ซึ่งความเร็วการโฟกัสแบบนี้มันเท่า Sony a6000 เลย

ถ่ายต่อเนื่องได้ 8fps (หากเป็น Electronic Shutter จะ 14fps)

pic_06

น่าเสียดายที่กล้อง X-E3 ถ่ายรัว ๆ แบบชัตเตอร์ปกติได้เร็วไม่เท่า a6000 ที่เป็นเจ้าของอยู่ตอนนี้ แม้ว่า Electronic Shutter จะเหนือกว่า แต่ปัญหาของ Electronic Shutter คือจะเกิดปัญหา Jello Effect เวลาวัตถุเคลื่อนที่เร็ว ๆ มันจะเอียงนิด ๆ (แต่ปัญหานี้จะไม่มีใน Sony a9) เพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องถ่ายรัวขนาดนี้ เพราะถ้าเราลองเอาไปใช้งานสายอีเวนท์จริง ๆ เวลาเราถ่ายพิธีพรที่กำลังพูด บางช็อตพิธีกรหลับตา ซึ่งพอเห็นว่าหลับตาแล้วลองถ่ายใหม่ มันไม่ทันแล้ว มันพลาดไม่ได้เลยสำหรับงานอีเวนท์ที่ต้องถ่ายให้ได้ภาพเดี๋ยวนั้น เลยการถ่ายรัวเป็นเรื่องที่ดี เดี๋ยวได้เลือกภาพอีกที

ปรับสีภาพสไตล์กล้องฟิล์มได้ 15 โหมด

pic_07

มันเป็นเอกลักษณ์ของทาง Fujifilm เค้าล่ะครับ ที่กล้องของเค้าสามารถปรับสีให้เป็นโทนฟิล์มตามที่ต้องการได้ บางคนสงสัยว่าจะปรับโทนฟิล์มไปทำไม เดี๋ยวก็แต่งใน Lightroom ได้ คืองี้ ช่างภาพบางคนเค้าอยากถ่ายแล้วโพสต์ลง Social Network ทันทีเลย ไม่อยากปรับแต่งอะไรแล้ว เลย Effect กล้องฟิล์มจำเป็นต้องมีเพื่อให้ทำงานอะไรได้ง่ายขึ้น

ซึ่งภาพโทนฟิล์มของ Fujifilm มันออกมาได้มีความเป็นฟิล์มสูงมาก ก็เหมือนเราเอาภาพมาใส่ฟิลเตอร์ใน VSCO นั่นแหละ แต่โทนฟิล์มของ Fujifilm ทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างง่ายขึ้น

ให้ตายสิ!! จอไม่สามารถพับเป็นแนวที่ต้องการได้

pic_03

มันเป็นข้อเสียหลักของ X-E series เลย คือถ้าจอไม่สามารถพับเป็นแนวที่ต้องการได้ จะมีปัญหาเรื่องการถ่ายภาพ Street แบบแนวแปลกตา บางที เราจะโฟกัสโดยมองจากด้านบนแบบกล้อง Twin lens camera เพราะมุมระดับหน้าอกหรือเอวมันได้มุมที่มีความเป็น Street กว่า หากยืนแล้วถ่าย เหมือนถ่ายด้านบนยังไงไม่รู้ ซึ่งการที่จอไม่สามารถพับได้ และไม่มี weather sealing มันดูแล้ว ไม่ค่อยโอเท่าไร แต่ถ้าลองมองอีกมุม กล้องรุ่นนี้หน้าจอด้านหลังเป็น Touch Screen ซี่งสามารถโฟกัสหรือเลือกเมนูได้ง่าย

ตัวเลือกจอยสติ๊กก็มา

มันจะมีในกล้องรุ่นใหญ่ ๆ และการมาของจอยสติ๊กก็ทดแทน D-Pad แบบเก่าที่ใช้ใน X-E2 จุดเด่นของจอยสติ๊กคือเราสามารถเลือกตำแหน่งโฟกัสได้ง่ายขึ้น มันเหมือนเราบังตับแกนอนาล็อกของจอยเกม ซึ่งปุ่มแบบ D-Pad บนกล้องผมมองว่าควรแทนที่ด้วยจอยสติ๊กจะดีกว่า หรือจะใช้วงล้อแบบกล้อง DSLR หรือกล้อง Sony ก็โอ (ปุ่มวงล้อมีประโยชน์มากเวลาดูรูปที่ถ่ายเยอะ ๆ เลือกรูปที่ดูได้ดั่งใจเลย)

เชื่อมต่อด้วย Bluetooth ได้ด้วย (แต่ WiFi ก็ดีอยู่แล้วนะ)

อันนี้ไม่ขอพูด ความจริงคือ เชื่อมต่อ Wifi มันดีกว่า Bluetooth เพราะการส่งไฟล์ของ WiFi มันเร็วกว่ามาก

สรุป : ใครที่ยังไม่มีกล้อง Fujifilm เพื่อใช้ระดับโปร เริ่มต้นด้วยกล้องตัวนี้ได้เลย แต่ถ้ามีกล้อง X-E2, X-T10, X-T20, X-T1, X-T2, X-Pro1, X-Pro2 อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่ม หรือถ้าเกิดกล้องเริมเสียแระ ก็ลองเล็งตัวนี้ได้เลย

โดยส่วนตัวใครที่จะเล่นกล้อง Mirrorless เพื่อลองเล่นเลนส์มือหมุนเก่า ๆ ดี ๆ แนะนำให้ลองเล่นกล้อง Fujifilm เลยครับ เพราะเดิมทีกล้องของ Fujifilm มันมีโหมดช่วยโฟกัส Manual ที่โอเคในระดับนึงเลยทีเดียว และรูปร่างของกล้องที่มัน Vintage style อยู่แล้ว พอใส่เลนส์มือหมุนเข้าไป โอ้โห มันเข้ากันได้ดีมาก

หากอยากดูการใช้งานเพิ่มเติม ดูที่วีดีโอด้านล่าง ทาง Fujifilm เค้าเอาช่างภาพของเค้ามารีวิวเบื้องต้นให้ดูเลย

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s